
The Gleaners and I
สารคดีงดงามของ อานเญส วาร์ดา ที่สำรวจชีวิตในโลกยุคสมัยใหม่ของเหล่า “นักเก็บ” ผู้ดำรงเลี้ยงชีพด้วยการเก็บสิ่งของทั้งหลายซึ่งถูกสังคมโยนทิ้ง
สถาพร ครูวรรณคดีผู้ติดอยู่กับพันธะและความจริงที่ว่าสิรินาถ ภรรยาของเขาตั้งครรภ์ ทำให้ไม่สามารถมีเซ็กส์ได้ตามต้องการ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถาพรเลือกทิ้งภรรยาไว้ หนีออกมาจากชีวิตเก่า และได้พบกับเส้นทางสู่ “กรุงเกลือ” เมืองแห่งสรวงสวรรค์ในวรรณคดีที่เกิดขึ้นจริง ในระหว่างการเดินทางของเขา…
Sathaporn, a literature teacher, is joined by the bond and needs to accept the truth that Sirinarth, his pregnant wife, cannot have sex as much as he desires. What will happen if he decides to leave his lover behind, escape his old life and accidentally find the path to Krungkluea, a heaven in the literature, which becomes realistic during his journey.
DIRECTOR STATEMENT
แน่นอนว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งภาพความฝันอันเลือนลาง, ศิลปะวัฒนธรรมแบบไทยๆ, เรื่องราวของเพื่อนๆ ที่ถูกนำมาปะติดปะต่อกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระแสสังคม “Me too” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บทภาพยนตร์ “นิราศกรุงเกลือ” ถูกเขียน
ด้วยเหตุนี้เอง ความทรงจำในอดีตจึงถูกดึงกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่มันควรจะอยู่ในจุดที่ลึกที่สุด ซึ่งสำหรับผม แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความทรงจำที่ดี แต่การได้สะท้อนเรื่องราวเหล่านั้นลงบนภาพยนตร์ “สิ่งที่ผมรักที่สุด” มันก็คุ้มค่าที่จะลองทำ!
นี่จึงเป็นที่มาของ “นิราศกรุงเกลือ” / Me too ในแบบฉบับของผม ซึ่งเต็มไปด้วยบทบาทของ “ผู้กระทำ” และ “ผู้ถูกกระทำ” อันเป็นปัจจัยสำคัญของ “การคุกคามทางเพศ” ที่ส่งผลกระทบต่อใครหลายๆ คน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ไม่สามารถละเลยหรือมองข้ามได้ แม้จะมั่นใจมากๆ ว่า เราแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ตาม แต่ลึกๆ สิ่งที่ผมอยากจะทำก็คือ ระบายความในใจออกมา… เท่านั้นเอง
ท้ายที่สุด ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันฝ่าอุปสรรคด้วยกันมาจนถึงวันนี้ ขอบคุณคนที่รักที่คอยอยู่เคียงข้างกัน และขอโทษด้วยที่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเร็วกว่านี้
– ณัฐนันท์ (กัญจน์) เทียมเมฆ ผู้กำกับ

สารคดีงดงามของ อานเญส วาร์ดา ที่สำรวจชีวิตในโลกยุคสมัยใหม่ของเหล่า “นักเก็บ” ผู้ดำรงเลี้ยงชีพด้วยการเก็บสิ่งของทั้งหลายซึ่งถูกสังคมโยนทิ้ง

[fusion_builder_container

จากต้นฉบับหนังสือ 30 หน้าที่เจมส์ บาลด์วิน กวี นักเขียน และนักต่อสู้ชาวอเมริกันผิวสีขึ้นต้นไว้และไม่เคยมีโอกาสเขียนให้เสร็จสิ้น สู่หนังสารคดีที่ตั้งคำถามถึงความอยุติธรรมของมนุษย์อย่างสุดทรงพลัง

สารคดีที่พาเราไปฟังเสียงของผู้หญิงต่างวัย 3 คนซึ่งต้องสูญเสียสามีและลูกชายไปในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พวกเธอพยายามหาหนทางที่จะรับมือกับความเจ็บปวดผ่านบทกวีและมิตรภาพ ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบงัน

5 มิถุนายน ปี 1989 หนึ่งวันหลังจากรัฐบาลจีนใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมของนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ชายคนหนึ่งในเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงดำ ถือถุงใส่ของสองใบ ก้าวออกไปยืนขวางขบวนรถถัง และภาพของเขากลายเป็นประวัติศาสตร์

จากนิยายหลอนประสาทเรื่องสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ของ วิลเลียม เอส. เบอร์โรส์ ที่ว่ากันว่า “ไม่มีทางทำเป็นหนังได้” กลายมาเป็นหนังที่ใครได้ดูก็ยากจะลืมลงของ เดวิด โครเนนเบิร์ก

นักเรียนมัธยมปลายถูกโรงเรียนส่งไปฝึกงานเพื่อแลกกับประสบการณ์การทำงาน “ในโลกแห่งความเป็นจริง” …สามเดือนต่อมา เธอฆ่าตัวตาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนตีแผ่สภาพแวดล้อมการทำงานที่โหดร้ายในสังคมเกาหลีใต้

ชายวัยเกษียณในกรุงบูดาเปสต์ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านที่เต็มไปด้วยผลงานศิลปะของลูกสาวที่เขาไม่ได้คุยด้วยมานานหลายปี ความห่างเหินนี้ทำให้เขาต้องจมอยู่กับกองความทรงจำ ทั้งสไลด์ภาพถ่าย จดหมาย วิดีโอเทป และภาพวาดของลูกเมื่อครั้งยังเด็ก