THE SHELTERING SKY
เรื่องราวสะเทือนใจของคู่รักศิลปินชาวอเมริกันที่ตัดสินใจออกเดินทางร่วมกันอย่างไร้จุดหมายไปทั่วแอฟริกา ด้วยความหวังจะค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ที่อาจช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์อันแห้งแล้งของตนให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
Like Raining at the End of April (Director’s Cut) เป็นภาพยนตร์แนวทดลอง ที่นำฟุตเทจบางส่วนจากภาพยนตร์ทดลองเรื่อง In April the Following, There Was a Fire (2012) มาทดลองอีกรอบ ซึ่งผสมกับฟุตเทจจากงานชิ้นอื่นๆของตัวผู้กำกับภาพยนตร์ (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจเรียงลำดับเนื้อเรื่องให้ไหลย้อนกลับสวนทางกับเนื้อเรื่องในต้นฉบับ โดยใช้ดนตรีประกอบที่ประพันธ์โดยคณะดนตรี Local People Rockband (เป็นชื่อในการทำงานเพลงของตัวผู้กำกับ) ซึ่งเป็น Concept Album ในชื่อ Countryman ที่ต้องฟังต่อเนื่องกันทั้ง 13+2 เพลง
เมื่อสิ้นสุดเพลงในอัลบั้ม ตัวของภาพยนตร์จะ Reverse ตัวเองย้อนกลับอีกรอบไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งผู้รับชมและฟังจะได้ค้นพบประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
เรื่องราวสะเทือนใจของคู่รักศิลปินชาวอเมริกันที่ตัดสินใจออกเดินทางร่วมกันอย่างไร้จุดหมายไปทั่วแอฟริกา ด้วยความหวังจะค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ที่อาจช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์อันแห้งแล้งของตนให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (British Film Institute – BFI) คัดสรร “10 หนังทรงพลังว่าด้วยการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Queer Activism)
สารคดีที่พาเราดำดิ่งสู่โลกอันน่าหลงใหลของ “คนขายหนังสือ” และ “วงการหนังสือหายาก” ในนิวยอร์ก พบและฟังผู้คนมากมายที่น่าสนใจในธุรกิจนี้ ทั้งผู้จำหน่าย นักสะสม นักประมูล และนักเขียนผู้โด่งดัง รวมทั้งติดตามการไล่ล่าหาหนังสือสุดพิเศษทั้งหลาย นี่คือหนังที่เฉลิมฉลองความรักต่อวัฒนธรรมหนังสือ และขณะเดียวกันก็สำรวจอนาคตของสิ่งพิมพ์ชนิดนี้อย่างจริงจัง
“คารอล” ช่างทำผมหนุ่มชาวโปแลนด์ ถูก “โดมินิก” ภรรยาสาวชาวฝรั่งเศสฟ้องหย่าและไล่ออกมาตกระกำลำบากข้างถนนในปารีสโดยไม่มีทั้งเงินและพาสปอร์ต
สำหรับผู้หญิงจำนวนมากในฟิลิปปินส์ การไปทำงานเป็นคนรับใช้ในต่างประเทศคือทางออกของชีวิตที่ขัดสน และในอันจะบรรลุซึ่งเป้าหมายนั้น พวกเธอจะต้องทุ่มเทให้แก่การฝึกฝนใน “โรงเรียนแม่บ้าน” ซึ่งมีอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศ

เรื่องราวหลากหลายแง่มุมสุดท้าทายของผลงาน “แบงค์ซี” สตรีตอาร์ตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นงานเถื่อนใต้ดิน แต่กลับกลายผันตัวเป็นงานราคาแพงหูฉี่ที่ถูกค้าขายกันในตลาดมืดอย่างน่ากังขา

ฮาร์เลมช่วงปลายยุค 1980 ชายหนุ่มผิวขาวเป่าฮาร์โมนิกาเคียงข้างชายชราผิวดำผู้บรรเลงบทเพลงบลูส์ …สารคดีเรื่องนี้ร้อยเรียงฟุตเตจมากมายยาวนานกว่า 2 ทศวรรษเพื่อบอกเล่าการเดินทางของสองนักดนตรีเจ้าของฉายา “ซาตานและอดัม”
เจ้าของรางวัล Cinematic Innovation จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ ที่นำฟุตเตจจำนวนมหาศาลจากคลังมาจัดการเล่าหลากหลายเส้นเรื่องอย่างชาญฉลาด ผูกร้อยประวัติศาสตร์การเมืองโลกอันร้อนระอุในทศวรรษ 60 เข้ากับดนตรีและความรุนแรงได้อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง