เจี่ยจางเคอกับจ้าวเทา : ‘คู่รัก’ และ ‘คู่หู’ มืออาชีพ

“ต่อเมื่อคุณ ‘กลาย’ เป็นตัวละครนั้นเวลาถ่ายทำจริงๆ แล้ว คุณจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าตัวละครนั้นเป็นใคร”

ไม่มีข้อกังขาว่า จ้าวเทา คือหนึ่งในนักแสดงหญิงชาวจีนที่น่ายกย่องที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย เธอเป็นทั้งสาววัยรุ่นพังทลายในสังคมตะวันตก, เป็นผู้หญิงที่ต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในวันที่ไม่พร้อม และล่าสุด เธอต้องเป็นสาวนักเต้นผู้อ่อนโยน ไร้เดียงสา ที่ปกป้องคนรักมาเฟียของเธอด้วยปืนกระบอกหนึ่งจนนำมาสู่ความเหินห่างจากกันนานสิบปีใน Ash Is Purest White (2018) กำกับโดย เจี่ยจางเคอ คนทำหนังที่เป็นคนรักของเธอในชีวิตจริงด้วย

หนังชิงรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เรื่องนี้ว่าด้วย เฉียวเฉี่ยว (จ้าวเทา) หญิงสาวนักเต้นที่ปกป้องชายหนุ่มคนรักด้วยปืนกระบอกหนึ่งจนตามมาด้วยเรื่องเศร้าที่เธอเชิดหน้าเผชิญ

เช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนๆ ตัวละครที่จ้าวรับบทนั้นมักเป็นหญิงแกร่งเสมอ ทั้งสาวที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่จาก 24 City (2008) และ A Touch of Sin (2013) ความรุนแรงอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่ง

จ้าวเล่าว่า หากเป็นเรื่องการทำงาน เธอและเจี่ยจะเป็น ‘คู่หู’ มืออาชีพที่จะไม่เข้าไปยุ่งในหน้าที่ของกันและกันอย่างเด็ดขาด เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของภาพยนตร์ เธอและเจี่ยจะไม่ก้าวก่ายกันละกันเลย… พูดให้ถึงที่สุด บางทีแทบจะไม่คุยกันเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ! “เราแทบไม่พูดกันเรื่องว่าตัวละครเป็นใคร มาจากไหน เขาจะเขียนบทไปเรื่อยๆ และเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันจนกว่าบทจะเสร็จสิ้นลง” เธอว่า “แล้วพอฉันได้บทหนังมา เราก็จะมานั่งวิเคราะห์ถึงตัวละครกัน”

แต่เอาเข้าจริงๆ จ้าวเล่าว่าการขั้นตอนการพัฒนาตัวละครจะมาถึง ก็ถึงวันที่ออกกองถ่ายทำแล้วนั่นแหละ “พอถึงเวลาถ่ายทำจริงๆ เจี่ยเขาจะให้ฉันแสดงความเห็นต่อตัวละครของฉันได้ เพราะว่าก่อนนี้ เราอาจศึกษาตัวละครได้จากการอ่านบท แต่เมื่อคุณ ‘กลาย’ เป็นตัวละครนั้นเวลาถ่ายทำจริงๆ แล้ว คุณจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าตัวละครนั้นเป็นใคร แล้วจึงจะแนะนำ อธิบายได้ว่าตัวละครต้องไปทางไหนต่อนั่นเอง”

น่าสนใจที่เธอออกปากว่าแท้จริงแล้ว เธอไม่เคยตั้งใจให้ตัวละครต้อง ‘แกร่ง’ หรืออะไรเลย “เวลาฉันได้รับบทอะไรสักอย่าง ฉันมักจะวาดภาพตัวละครขึ้นมาจากบทหนังที่อ่าน ไม่ได้คิดตั้งแต่แรกหรอกว่าจะทำให้ตัวละครนี้เป็นคนเข้มแข็งหรืออะไร วิธีการของฉันมีแต่อ่านบทซ้ำไปซ้ำมา แล้วเขียนว่ารู้สึกอะไรบ้างในทุกครั้งที่อ่าน แล้วจึงเขียนความเป็นมาของตัวละครผ่านสายตาของฉันเอง

“อย่างตัวละครเฉียวเฉี่ยว ฉันวาดภาพชีวิตของเธอมาตั้งแต่สมัยเธออยู่โรงเรียนอนุบาลเลย รู้กระทั่งว่าเธอชื่อโรงเรียนอนุบาลของเธอ แล้วชั้นมัธยมล่ะ เธอไปศึกษาต่อที่ไหนอีก เพราะฉันคุ้นเคยกับเมืองต้าถง (เมืองในหนัง) มากๆ ฉันเขียนลงไปหมดเลยว่าเฉียวเฉี่ยวเจอแฟนหนุ่มของเธอคนแรกตรงไหน ทะเลาะกันเพราะอะไร เรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ มีปัญหาแบบไหนในชีวิต เรื่อยมาจนเธออายุ 60 เลยค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกว่าตัวละครค่อยๆ บอกฉันผ่านบทหนังนั่นเอง ทีละเล็กทีละน้อย และเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากเด็กสาวธรรมดาไปสู่การเป็นสาวแกร่ง”

“นั่นแหละค่ะ หลังจากเขียนประวัติเรื่องราวของตัวละคร วิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้ว พอไปถึงกองถ่ายฉันก็จะสบายใจอย่างที่สุด หยุดการเป็นจ้าวเทาแล้วก้าวเข้าไปเป็นตัวละครนั้นทันที”

Share on facebook
Share on twitter