“จากหนังเรื่องไหน? ทายมา!” : รวมหนังคลาสสิกที่เนิร์ดหนังต้องรู้จัก ใน The Dreamers

The Dreamers (2003, แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่) ว่าด้วยกลุ่มหนุ่มสาวนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่รักหนังเข้าเส้น เทโอ (หลุยส์ การ์เรล) กับอิซาเบลล์ (เอวา กรีน) เป็นฝาแฝดที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากกว่าการเป็นคู่พี่น้องรักหนัง ทั้งสองสนิทกับ แมตทิว (ไมเคิล พิตต์) เด็กหนุ่มชาวอเมริกันที่รักอิซาเบลล์จนหมดหัวใจ ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองแสนระอุของฝรั่งเศส

มันยังเป็นหนังที่ผู้กำกับแบร์โตลุชชี่ถ่ายทอดความเนิร์ดหนังยุค 60 ของเขาไว้อย่างชาญฉลาด เราจะเห็นว่าหลายๆ ฉากในหนังมีการอ้างอิงไดอะล็อกและซีนสำคัญของหนังคลาสสิกหลากสัญชาติ ซึ่งหากคนดูคนไหน “เนิร์ด” หนังพอๆ กับแบร์โตลุชชี่และตัวละคร ก็คงจะสนุกกับการคาดเดาว่าพวกเขาและเธอหมายถึงหนังเรื่องไหน

และต่อไปนี้คือหนังเหล่านั้น ^^

Breathless

The Dreamers

Breathless (1960, ฌ็อง-ลุก โกดาด์)

“New York Herald Tribune!” คือประโยคที่อิซาเบลล์เล่าอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นประโยคภาษาอังกฤษแรกๆ ที่เธอพูดได้ หญิงสาวอ้างอิงมาจากหนังเรื่องนี้ของโกดาด์ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์หัวขบวนของยุค French New Wave มันว่าด้วยความสัมพันธ์ล้ำลึกของหญิงสาวผู้รักอิสระ กับชายหนุ่มนักต้มตุ๋นต่อต้านสังคม กับภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่โกดาด์ใช้เล่าเรื่องจนหนังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ฉากที่อิซาเบลล์อ้างถึงก็คือฉากที่นางเอก-รับบทโดย จีน ซีเบิร์ก-ตะโกนขายหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก เฮรัลด์ ทริบูนก้องไปตามถนนช็องเซลีเซนั่นเอง)

Band of Outsiders

The Dreamers

Band of Outsiders (1964, โกดาด์)

หนังเรื่องสำคัญของโกดาด์ที่สุดทรงอิทธิพลในโลกภาพยนตร์ ว่าด้วยรักสามเส้าของสามหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศส ฉากสำคัญคือพวกเขาจับมือกันวิ่งลัดพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เพื่อทำลายสถิติโลกที่มีคนเคยวิ่งมาก่อนที่ 9 นาที 45 วินาที ทั้งสามตัวละครได้ทำลายสถิตินั้นด้วยการวิ่งเร็วกว่าเวลาเดิมสองวินาที และฉากนี้เองที่ปรากฏใน The Dreamers เพราะเทโอ, อิซาเบลล์และแมตทิว (ผู้ซึ่งไม่เต็มใจวิ่งตอนแรก) ตัดสินใจวิ่งลัดพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และสร้างสถิติใหม่เร็วยิ่งกว่าฉากดังกล่าวได้สำเร็จ

นอกจากนั้น นี่ยังเป็นหนังที่เควนติน ทารันติโน่ชอบมาก ถึงขั้นนำเอาท่าเต้นของตัวละครในเรื่องมาใช้กับฉากเต้นอันน่าจดจำใน Pulp Fiction (1994) ที่เขากำกับ

Freaks

The Dreamers

Freaks (1932, เท็ด บราวนิ่ง)

เรื่องของกลุ่ม “คนประหลาด” ในคณะโชว์ที่ตัดสินใจแก้แค้น “คนปกติ” ที่บังอาจเล่นตลกกับความรู้สึกของพวกเขา ฉากดังในหนังคือฉากที่เหล่าตัวละครพร้อมใจกันร้องตะโกนว่า “รับเขาเป็นพวกเรา ทำให้เขาเป็นพวกเดียวกับเรา” ซึ่งก็คือประโยคเดียวกับที่เทโอและอิซาเบลล์ใน The Dreamers ร้องให้แก่แมตทิว หลังจากเขายอมร่วมมือวิ่งผ่าลูฟวร์ทำลายสถิติได้สำเร็จนั่นเอง (นอกจากนั้น ในช่วงท้ายของหนัง บทยังย้อนกลับมาเล่นกับคำว่า “freaks” ที่แมตทิวตะโกนด่าสองพี่น้องอย่างน่าเจ็บปวดอีกด้วย)

Les Dames du Bois de Boulogne

The Dreamers

Les Dames du Bois de Boulogne (1945, โรแบต์ เบรซง)

เฮเลน่า ถูก ฌ็อง หนุ่มคนรักที่คบมานานหลายปีบอกเลิก ด้วยความช้ำใจเธอจึงไปจ้าง แอ็กเนส สาวงามผู้เคยเป็นโสเภณีไปตีสนิทให้ฌ็องตกหลุมรักเพื่อจะแก้แค้น แต่ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อฌ็องรักแอ็กเนสจริงๆ และแอ็กเนสก็รักตอบทั้งที่ใจก็รู้แผนการของเฮเลน่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่งอกงามจนถึงขั้นแต่งงาน และนั่นดูจะเป็นห้วงเวลาสุกงอมของเฮเลน่า เมื่อเธอตั้งใจจะประกาศอดีตอันดำมืดของแอ็กเนสให้ฌ็องและชาวประชารู้ โดยฉากสำคัญคือฉากที่เฮเลน่ารำพึงอย่างเหม่อลอยว่า “There is no such thing as love, only proofs of love” (เป็นบทประพันธ์ท่อนหนึ่งของ ฌ็อง ค็อกโต กวีชาวฝรั่งเศส)

อิซาเบลล์ชอบหนังเรื่องนี้มาก และเธอก็นำวลีอมตะดังกล่าวของเฮเลน่ามากระซิบบอกแมตทิวในฉากหนึ่งของ The Dreamers

Shock Corridor (1963, แซมวล ฟูลเลอร์)

หนังเรื่องแรกที่แมตทิวดูในโรงกับคู่ฝาแฝด เป็นหนังสัญชาติอเมริกันว่าด้วยนักข่าวหนุ่มที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากได้รางวัลพูลิตเซอร์มาก จึงแอบเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมลึกลับในสถาบันจิตเวช และความรุนแรงของสถานการณ์นี้ค่อยๆ ทำให้เขาเสียสติไปทีละน้อย

Scarface (1932, เฮาเวิร์ด ฮอว์ค)

หนังเจ้าพ่อมาเฟียที่โด่งดังพอๆ กับเวอร์ชั่นรีเมคปี 1984 ของไบรอัน เดอ พัลม่า เล่าถึง โทนี่ มอนตาน่า ผู้อพยพชาวคิวบาที่กลายไปเป็นมาเฟียค้ายาและก่ออาชญากรรมจนถูกเจ้าหน้าที่รัฐหมายหัว ฉากจำของหนังคือฉากมอนตาน่าปะทะกับแก๊งฝั่งเหนือและกราดยิงพวกเขาแบบไม่ไว้หน้า จนกลายเป็นมาเฟียอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งนำมาซึ่งศัตรูมากมาย ไม่ว่าจะอย่างเปิดเผยหรือมาในคราบมิตร อันเป็นราคาที่มอนตาน่าพร้อมจะจ่ายจนมันพาเขาไปสู่วังวนความรุนแรงที่ถอนตัวไม่ขึ้น

ใน The Dreamers เราจะเห็นว่าสองแฝดเล่นเกมทายชื่อหนังกันเสมอ และนี่คือหนังที่เทโอใช้ทายอิซาเบลล์ด้วยการเลียนแบบท่าลงไปนอนตายของตัวละครสำคัญในเรื่อง

Persona (1966, อิงมาร์ เบิร์กแมน)

ในอพาร์ตเม้นต์เล็กจิ๋วของแมตทิวนั้น แสดงออกถึงความเป็นคนรักหนังด้วยการมีนิตยสารขึ้นปกรูปสองนักแสดงนำจากหนังสัญชาติสวีเดนเรื่องนี้ คือบีบี แอนเดอร์สัน และลิฟ อุลล์มันน์ Persona เล่าเรื่องของนักแสดงสาว (อุลล์มันน์) ที่เหน็ดเหนื่อยจากการแสดงและหลบไปพักผ่อนที่ทะเลนานนับสัปดาห์ โดยมีนางพยาบาล (แอนเดอร์สัน) คอยดูแลร่างกายและความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองนำมาซึ่งจุดแตกหักทางอารมณ์อันน่าสะเทือนใจในท้ายที่สุด

Queen Christina (1933, รูเบน มามูเลียน)

เมื่ออิซาเบลล์เข้าไปในห้องนอนของแมตทิว เธอเดินเลาะไปทั่วห้อง สัมผัสผนังและเครื่องเรือนด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขซึ่งเลียนแบบมาจากฉากดังของ เกรต้า การ์โบ ในบทราชินีคริสติน่าผู้ปกครองสวีเดนตั้งแต่อายุ 16 เธอถูกบังคับให้แต่งงานกับคาร์ล กุสตาฟเพื่ออำนาจทางการเมือง แต่คนที่เธอรักจริงๆ นั้นคืออันโตนิโอ ราชทูตชาวสเปนที่รู้ดีว่ารักระหว่างเขากับราชินีนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน หนังมีฉากที่คริสติน่าเดินไปทั่วห้อง เอามือไล้ไปตามผนังอันเป็นต้นแบบให้อิซาเบลล์ทำตาม

Blonde Venus (1932, โยเซฟ ฟอน สแตร์นเบิร์ก)

ฉากที่อิซาเบลล์ปรากฏตัวด้วยการสวมเพียงท่อนล่างและถุงมือสีดำ กับฉากหลังมืดมึบที่ทำให้ดูราวกับเธอเป็นรูปปั้นวีนัส เดอมิโลผู้เลอโฉม ถอดแบบมาจากรูปปั้นวีนัสจริงๆ และจากหนังของสแตร์นเบิร์ก ซึ่งเล่าถึงนักร้องไนต์คลับสาวที่จำต้องเป็นคู่รักของมหาเศรษฐีเพื่อเอาเงินไปดูแลลูกชายและสามีที่ป่วยหนัก นอกจากนั้น The Dreamers ยังมีฉาก “ทำโทษ” ที่อิซาเบลล์เต้นเลียนแบบฉากเต้นของหนังเรื่องนี้ เพื่อให้เทโอทาย แต่ผลคือเทโอทายไม่ได้จึงโดนลงโทษอย่างแสบสัน

L’Age d’Or (1930, หลุยส์ บุนเยล)

แมตทิวอมหัวแม่เท้าของอิซาเบลล์อย่างรักใคร่ ฉากนี้จำลองมาจากฉากอื้อฉาวของหนังร้อนแรง L’Age d’Or ที่ตอนออกฉายได้สร้างแรงกระเพื่อมและคำวิจารณ์หนาหูเพราะเพียบด้วยฉากว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเพศและความขัดแย้งกับศาสนาคริสต์ เรื่องของชายหนุ่มกับหญิงสาวที่รักกันแต่ถูกครอบครัวและศาสนาขัดขวาง จนการแสดงออกถึงความรักของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความลุ่มหลง เกรี้ยวกราด (ฉากดังกล่าวเป็นตอนที่ตัวละครฝ่ายหญิงเลียและดูดนิ้วเท้าของรูปปั้นทางศาสนา สื่อนัยถึงแรงขับทางเพศที่ถูกศาสนากดทับเอาไว้)

La Chinoise (1967, โกดาด์), Blow-Up (1966, มีเกลอันเจโล อันโตนิโอนี)

La Chinoise คือหนังคอมิดี้ขำขื่นของโกดาด์ที่ว่าด้วยกลุ่มนักศึกษาผู้หลงใหลในลัทธิเหมา และร่วมปลุกระดมให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในหมู่เพื่อนนักศึกษาและประชาชน ท่ามกลางความเร่าร้อนของการเมืองนั้น กุยลัวเม่กับเวโรนีค สองหนุ่มสาวก็เกิดตกหลุมรักกัน ส่วน Blow-Up คือหนังชวนระทึกของผู้กำกับชื่อดังชาวอิตาลี ว่าด้วย โธมัส (เดวิด เฮมมิงส์) ช่างภาพหนุ่มที่ถ่ายงานแฟชั่น กระทั่งวันหนึ่งชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาถ่ายติดภาพซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมแสนลึกลับ โดยเราจะเห็นโปสเตอร์และภาพของหนังทั้งสองเรื่องติดอยู่ในบ้านของฝาแฝดเทโอ-อิซาเบลล์ใน The Dreamers

นอกจากนั้น เรายังจะได้ยินดนตรีประกอบบางช่วงของ The Dreamers ที่นำมาจาก Pierrot le Fou (1965, โกดาด์) และ The 400 Blows (1959, ทรูฟโฟต์) อีกด้วย

หนังที่เกี่ยวข้อง
บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

“ผมนับถือลัทธิมาร์กซ์หมดทั้งใจ” – แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่ เป็นคนทำหนังที่พูดเรื่องสังคมและการเมืองในหนังเสมอ ไม่ว่าจะ Before the Revolution (1964) ซึ่งว่าด้วยเคอมมิวนิสต์ในอิตาลี, The […]

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี & ริวอิจิ ซากาโมโตะ คู่บุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการหนังโลก

ในบทบันทึกว่าด้วยเรื่องราวของคู่บุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์โลก ย่อมต้องมีความสัมพันธ์จานด่วนอันยาวนานของผู้กำกับชาวอิตาลีและนักแสดง-คนทำเพลงชาวญี่ปุ่นคู่นี้!

หลังจากที่ Merry Christmas, Mr. Lawrence (1983, นางิสะ โอชิมา) ออกฉายและชิงรางวัลในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งนักแสดงและผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบให้แก่หนัง (ดังที่เขาเล่าไว้ในสารคดีเรื่อง Ryuichi […]

5 ข้อยืนยันความยิ่งใหญ่ยากหาใครเทียบของ The Last Emperor

ความยิ่งใหญ่แบบไหน และจิตวิญญาณแบบใด จึงทำให้หนังคลาสสิกตลอดกาลเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญว่า เป็นหนังซึ่ง "ไม่มีทางทำได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน"?

อีวา กรีน กับ The Dreamers : บทพิสูจน์ความใจถึงพึ่งได้!

The Dreamers เป็นหนังเรื่องแรกของ อีวา กรีน ซึ่งทำให้เธอแจ้งเกิดทันทีในวัย 23 ปี ด้วยบท “อิซาเบลล์” สาวลูกครึ่งฝรั่งเศส-อังกฤษผู้เก็บงำความในใจลี้ลับไว้ภายใต้บุคลิกร้อนแรง

“2 ปีก่อนหน้า […]

บทเพลงก้องกังวานของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ : The Last Emperor

ใครจะไปคิดว่า ดนตรีประกอบหนัง The Last Emperor (1987, แบร์นาโด แบร์โตลุชชี) ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมมาครองนั้น… ริวอิจิ ซากาโมโตะ จะใช้เวลารับโจทย์-คิด-แต่ง-แก้-หานักดนตรี […]

Load More Posts