5 ข้อยืนยันความยิ่งใหญ่ยากหาใครเทียบของ The Last Emperor

1) ชิง 9 ออสการ์ กวาดมาหมด!

The Last Emperor คือผู้ชนะตัวจริงบนเวทีออสการ์ปี 1988 เพราะได้เข้าชิง 9 สาขา และชนะทั้งหมด ได้แก่ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับ (แบร์นาโด แบร์โตลุชชี), บทดัดแปลง, กำกับภาพ, ลำดับภาพ, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, บันทึกเสียง, กำกับศิลป์ และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ริวอิจิ ซากาโมโตะ, เดวิด เบิร์น, ซูชง)

2) หนังฝรั่งเรื่องแรกที่ได้ถ่ายพระราชวังต้องห้าม

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี เดินเข้าพบรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์พร้อม 2 โปรเจ็กต์ในมือด้วยความหวังจะช่วยฟื้นฟูวงการหนังอิตาลีบ้านเกิดของเขาให้กลับมาคึกคัก โปรเจ็กต์แรกคือการดัดแปลงหนังสือ La Condition humaine (Man’s Fate) แต่ถูกรัฐบาลตีตกไปเพราะไม่รู้จัก และโปรเจ็กต์ที่ผ่านก็คือ The Last Emperor เรื่องนี้

แบร์โตลุชชีกับทีมงานได้รับอิสระในการทำงานเต็มที่ ได้เข้าถ่ายในพระราชวังต้องห้าม (ซึ่งไม่เคยเปิดให้กองถ่ายหนังต่างชาติเรื่องใดเข้าใช้มาก่อน) อย่างสะดวกโยธิน 8 สัปดาห์เต็ม ซึ่งตลอด 90 นาทีแรกของหนัง เราก็จะได้เห็นว่าทั้งแบร์โตลุชชีและ วิตโตริโอ สโตราโร ผู้กำกับภาพ ใช้ประโยชน์จากพื้นที่อันงดงามของพระราชวังนี้อย่างสุดคุ้มค่า

3) งานสร้างแสนอลัง

หนังใช้ตัวประกอบเข้าฉากรวมกว่า 19,000 คน, ต้องขนส่งคอสตูมจีน (ที่ทำในยุโรป) ไปใช้นับพันชุด และว่ากันว่ายังต้องสั่งพาสต้าจำนวนมหาศาลจากอิตาลีไปทำอาหารกองถ่าย เพื่อให้เหล่าทีมงานชาวอิตาเลียนมีความสุขตลอดการทำงานด้วย ^^

นอกจากนั้น หนังยังระดมทีมนักแสดงสารพัดชาติ ไม่ว่าจะเป็น จอห์น โลน จากฮ่องกง, โจน เฉิน จากจีน, ปีเตอร์ โอทูล จากอังกฤษ, ริวอิจิ ซากาโมโตะ จากญี่ปุ่น (นอกจากมาเล่นบทร้าย พี่เค้ายังทำดนตรีประกอบสุดงดงาม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “บทเพลงก้องกังวานของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ : The Last Emperor)

4) พลิกจากหนังไร้คนศรัทธา สู่ภาพยนตร์โลกต้องจารึก

นอกจากจะเริ่มต้นด้วยการระดมทุนสร้างแบบแสนอินดี้แล้ว หนังเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่เชื่อถือของค่ายใหญ่อีกต่างหาก แรกทีเดียวค่ายชื่อเฮมเดลซื้อสิทธิสำหรับการฉายในอเมริกาแล้วนำไปขายต่อให้ค่ายใหญ่อย่างโคลัมเบียพิกเจอร์ส ซึ่งลังเลไม่แน่ใจว่าจะมีใครที่ไหนอยากมาดู จนเมื่อหนังถ่ายเสร็จสมบูรณ์และผู้บริหารได้เห็นมันเต็มตาแล้วนั่นเอง พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้

ครั้นเข้าฉาย เส้นทางการทำรายได้ของ The Last Emperor ก็แสนประหลาด!

มันไม่ติดอันดับท็อปเท็นหนังทำเงินเลย…จนกระทั่งเมื่อยืนโรงมาถึงสัปดาห์ที่ 12 โน่น! หนังเด้งขึ้นสู่อันดับ 7 พร้อมตัวเลขที่พุ่งขึ้นสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 168% และภายในสัปดาห์ดังกล่าวสัปดาห์เดียว มันสามารถทำรายได้สูงถึง 3 เท่าของรายได้รวมทั้งหมด (ซึ่งเป็นผลจากการกระแสปากต่อปากล้วนๆ เพราะนี่เป็นสัปดาห์ก่อนที่หนังจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยซ้ำ)

และนับจากนั้น หนังก็ติดท็อปเท็นบ็อกซ์ออฟฟิศต่อมา 8 สัปดาห์รวด แถมยังสร้างประวัติการณ์ด้วยการไต่ขึ้นไปติดอันดับ 4 ในสัปดาห์ที่ 22 ของการฉาย (ซึ่งเป็นสัปดาห์หลังการคว้า 9 ออสการ์) พร้อมรายได้ที่พุ่งขึ้น 3 เท่า แล้วก็ยึดครองตำแหน่งในท็อปเท็นยาวต่อมาอีก 1 เดือนครึ่งอย่างสบายใจ

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี กับ เจเรมี โธมัส ในกองถ่าย The Last Emperor

5) ความยิ่งใหญ่บนความอิสระ : การทำหนังที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกแล้ว

เห็นฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ เชื่อหรือไม่ว่า The Last Emperor เกิดจากการระดมทุนสร้างของโปรดิวเซอร์อิสระเพียงคนเดียว!

เขาคือ เจเรมี โธมัส ซึ่งเชื่อในโปรเจ็กต์นี้มากและโทรหาคนทุกคนที่รู้จัก กว่าจะรวบรวมเงินสร้างมาได้ 25 ล้านเหรียญ (ซึ่งถือว่ามหาศาลสำหรับยุคนั้น)

โธมัสเป็นโปรดิวเซอร์ผู้ยืนหยัดการทำหนังแบบอิสระไม่สังกัดค่ายใดมาทั้งชีวิต เมื่อย้อนมองผลงานชิ้นนี้ เขากล่าวว่า “ผมทำงานแบบอิสระมาตลอด เจอปัญหามากมาย เราขึ้นสู่จุดสูงสุดกับ The Last Emperor และ Little Buddha แล้วนับจากนั้น วงการหนังก็เปลี่ยนโฉมหน้าไป

“ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นทุกวันนี้ ผมไม่มีทางได้ทำหนังแบบนี้อย่างแน่นอน ไม่ได้แม้แต่จะแค่คิด เราไม่มีทางทำหนังอย่าง The Last Emperor ได้อีก ไม่ว่าจะด้วยระดับความใหญ่โตของมัน หรือพลังบ้าคลั่งที่พวกเราทุ่มให้กับมัน การเดินทางไปลำบากถ่ายทำในประเทศจีน ต้องพบเจอการผจญภัยนับไม่ถ้วน การขนส่งอุปกรณ์ถ่าย ฟิล์ม การขาดแคลน การต้องวิ่งหา การต้องผจญความหนาวความร้อนและอุปสรรคมหาศาล

ไม่เท่านั้น องค์ประกอบของการทำหนังก็เปลี่ยนไปแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำหนังฟอร์มนี้แบบอิสระเหมือนที่เราเคยทำ ผมเองไม่มีทางทำหนังในรูปแบบอื่นได้ เพราะสำหรับผมแล้ว ความเป็นอิสระมันทำให้เราต้องเหนื่อยยากมากกว่าปกติก็จริง แต่เราก็สามารถทำงานที่เราต้องการโดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอกหรือจากใคร แรงกดดันเดียวที่เรามีมาจากตัวเราเองเท่านั้น มันคือแรงกดดันของความทะเยอทะยานที่จะสร้างงานที่ดีที่สุด”

หนังที่เกี่ยวข้อง
บทความอื่นที่คุณอาจสนใจ

ไมเคิล พิตต์ : เทพแห่งการอิมโพรไวส์ใน The Dreamers

“เขางามอย่างกับเทวดา แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็มีด้านที่สุดจะมืดหม่นและรุนแรง” อีวา กรีน พูดถึง ไมเคิล พิตต์ ผู้ได้รับเลือกในวัย 22 ปีให้มารับบท “แมตทิว” ใน […]

“จากหนังเรื่องไหน? ทายมา!” : รวมหนังคลาสสิกที่เนิร์ดหนังต้องรู้จัก ใน The Dreamers

The Dreamers (2003, แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่) ว่าด้วยกลุ่มหนุ่มสาวนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่รักหนังเข้าเส้น เทโอ (หลุยส์ การ์เรล) กับอิซาเบลล์ (เอวา กรีน) […]

“ผมนับถือลัทธิมาร์กซ์หมดทั้งใจ” – แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่ เป็นคนทำหนังที่พูดเรื่องสังคมและการเมืองในหนังเสมอ ไม่ว่าจะ Before the Revolution (1964) ซึ่งว่าด้วยเคอมมิวนิสต์ในอิตาลี, The […]

อีวา กรีน กับ The Dreamers : บทพิสูจน์ความใจถึงพึ่งได้!

The Dreamers เป็นหนังเรื่องแรกของ อีวา กรีน ซึ่งทำให้เธอแจ้งเกิดทันทีในวัย 23 ปี ด้วยบท “อิซาเบลล์” สาวลูกครึ่งฝรั่งเศส-อังกฤษผู้เก็บงำความในใจลี้ลับไว้ภายใต้บุคลิกร้อนแรง

“2 ปีก่อนหน้า […]

Load More Posts