“ผมเป็นคนแปลกหน้าในศตวรรษนี้” : เอช พี เลิฟคราฟท์

“ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนนอก เป็นคนแปลกหน้าในศตวรรษนี้ ท่ามกลางพวกเขาที่ยังคงเป็นมนุษย์”

เอช พี เลิฟคราฟท์ หรือชื่อเต็มว่า เฮาเวิร์ด ฟิลลิปส์ เลิฟคราฟท์ (Howard Phillips Lovecraft) เกิดเมื่อปี 1890 ที่รัฐโรดไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา หลังจากเขาเกิดไม่นาน พ่อของเขาถูกส่งเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตหลังจากนั้น โดยมีบันทึกว่าพ่อของเขา ‘ทำตัวและพูดจาแปลกๆ ตลอดเวลา’ การเสียชีวิตของพ่อทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวฝั่งแม่ที่ป่วยไข้จากความโศกเศร้า เลี้ยงดูและประคบประหงมเขาไม่ให้ห่างกาย คุณตาของเขากลายมาเป็นตัวแทนของพ่อและศูนย์กลางแห่งจักรวาลของเขา ส่งเสริมให้เขากลายเป็นนักอ่านตัวยง
 
จุดเริ่มต้นนี้เองทำให้เลิฟคราฟท์กลายเป็นเด็กที่มีความสนใจหลากหลาย เขาเขียนบทกวีครั้งแรกตอนอายุ 7 ปี โดยนำปกรณัมกรีกมาเขียนใหม่ เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เมื่ออายุ 8 ปี รวมไปถึงศึกษาหนังสือกายวิภาค
 

แต่ชีวิตของเขาดูเหมือนจะสวนทางกับการศึกษา เมื่อฐานะทางบ้านที่ตกต่ำลง ประกอบกับการเสียชีวิตของคุณตา สุขภาพที่ย่ำแย่ ความเครียดจากโรงเรียนมัธยมทำให้สภาพจิตใจของเลิฟคราฟท์ไม่ค่อยจะสู้ดี จากจดหมายส่วนตัวในปี 1908 เขาเขียนไว้ว่า ”ผมเครียดและปวดหัวตลอดเวลา นอนไม่หลับ สภาพจิตใจที่ไม่ปกติของผมเช่นนี้เป็นอุปสรรคให้ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย”

ในจดหมายอีกฉบับเขาเขียนไว้ว่า “ผมแทบจะไม่ได้พบหรือพูดคุยกับใคร เหมือนผมปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอกถูกดึงไปสู่ก้นเหวแห่งความมืดมิด”

เลิฟคราฟท์กับภรรยา
ในช่วงปี 1908-1913 แทบจะไม่มีบันทึกเอาไว้ว่า ทั้งแม่และเลิฟคราฟท์มีชีวิตเช่นไร เพื่อนสนิทของแม่เลิฟคราฟท์พูดเอาไว้ว่าเลิฟคราฟท์นั้น ‘แอบซ่อนตัวออกจากทุกคน และไม่ชอบออกไปข้างนอกให้ใครก็ตามจ้องมองเขาได้’ ส่วนเพื่อนบ้านก็เคยกล่าวเอาไว้หลังจากนั้นว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงการทะเลาะกันระหว่างแม่ลูกในยามดึกอยู่บ่อยครั้ง

และในช่วงเวลานี้เองที่บทกวีของเลิฟคราฟท์เริ่มได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อ Argosy และในปี 1913 เลิฟคราฟท์ได้เขียนจดหมายวิจารณ์นักเขียนอีกคนที่ได้ลงในนิตยสารเดียวกันอย่างรุนแรง แต่การวิจารณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชน และทำให้เขาได้งานจากสมาคมสื่อมวลชนมือสมัครเล่นหลังจากนั้น ซึ่งงานนี้เองที่ทำให้เลิฟคราฟท์มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป


บทความวิพากษ์วิจารณ์ที่เขาเขียนจำนวนมากในช่วงเวลานั้นถูกมองว่าแปลกประหลาด เขายืนกรานที่จะใช้ภาษาซึ่งนักเขียนในตอนนั้นมองว่ามันโบราณ เลิฟคราฟท์วิจารณ์นักเขียนในสมาคมเดียวกันเองบ่อยๆ บางครั้งถึงขั้นเหยียดผิวและแสดงให้เห็นความหวาดกลัวต่อคนต่างชาติ นอกจากนั้น เขายังแสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาที่อเมริกาไม่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในช่วงเวลาเดียวกัน เรื่องสั้นของเลิฟคราฟท์ก็เริ่มได้รับการตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น The Alchemist, The Tomb, Dagon และเขายังกลายมาเป็นคนที่ชอบเข้าสังคมร่วมกับเพื่อนๆ เขาเริ่มต้นเขียนโครงเรื่องหนึ่งที่ในปัจจุบันจะถูกจัดเข้าอยู่ในจักรวาลซึ่งเรียกว่า ‘Cthulhu Mythos’ อันเป็นคำศัพท์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเพื่อนนักเขียนของเขา หรือเราอาจกล่าวได้ว่า เลิฟคราฟท์กำลังเริ่มสร้างจักรวาลของเขาเองอยู่นั่นเอง

 
แม่ของเลิฟคราฟท์เสียชีวิตในปี 1921 ที่โรงพยาบาลเดียวกับพ่อ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นแม่เล่าว่ามองเห็น ‘สัตว์ประหลาดที่แอบซ่อนตัวอยู่หลังตึกและมุมมืด’ บ่อยๆ และเธอไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหนในบางเวลา เลิฟคราฟท์กลับมามีอาการป่วยไข้อีกครั้ง เขาออกจากงานในฐานะนักข่าวแต่ยังคงเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ ตามวาระ ซึ่งนั่นเองทำให้เขาได้พบกับภรรยาในงานเลี้ยงงานหนึ่ง เธอเข้ามาแทนที่แม่และทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
 

ในตอนนั้นเลิฟคราฟท์ส่งเรื่องสั้นลงตีพิมพ์นิตยสาร Weird Tales ที่ยอมตีพิมพ์งานของเขา แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากผู้อ่านถึงความรุนแรงของมัน เลิฟคราฟท์และภรรยามีความจำเป็นต้องย้ายบ้านหลายหนเนื่องมาจากหน้าที่การงานของภรรยา ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อตัวของเขาเอง

“การมานิวยอร์กของผมเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ผมมาตามหาแรงบันดาลใจ แต่สิ่งเดียวที่ผมเจอคือเรื่องสยองขวัญที่กำลังเกาะกุมผม ทำให้ผมด้านชา และจะทำลายล้างตัวผมในที่สุด”

เลิฟคราฟท์ตัดสินใจกลับมาอาศัยที่บ้านเกิดและเริ่มต้นเขียนงานที่นั่น ที่ที่เขาจะอยู่ที่นั่นจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
 
เลิฟคราฟท์ไม่เคยได้เงินจากงานเขียนเพียงพอ ก่อนตายเขาใช้เงินสะสมไปเกือบทั้งหมด เขาป่วยหนักในช่วงปลายปี 1936 แต่ไม่ยอมไปหาหมอเนื่องจากความกลัว เขาเสียชีวิตในปี 1937 พร้อมกับงานเขียนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ กระทั่งเวลาผ่านมาหลายสิบปี ชื่อ “เอช พี เลิฟคราฟท์” จึงกลับมาโด่งดังอีกครั้ง
 

ในปี 1977 หลุมศพของเขาถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าแฟนนักอ่าน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Swan Point Cemetery ที่บ้านเกิดของเขาเอง

Color Out of Space : จากจินตนาการของ เอช พี เลิฟคราฟท์ สู่หนังไซไฟสุดคัลต์ของ ริชาร์ด สแตนลีย์

“เลิฟคราฟท์เป็นนักเขียนคนโปรดของแม่ผม แม่มักจะอ่านเรื่องสั้นของเขาให้ผมฟังสมัยยังเป็นเด็ก แม่ผมเสียชีวิตจากมะเร็งที่ค่อยๆ ลุกลามอย่างช้าๆ เป็นเวลากว่า 10 ปี” ริชาร์ด สแตนลีย์ ผู้กำกับ Color Out of Space เล่า

“ตลอดช่วงเวลาที่แม่ป่วย ผมหยิบเรื่องสั้นที่แม่เคยอ่านมานั่งอ่านให้แม่ฟัง ผมเฝ้ามองดูร่างกายแม่ที่ค่อยๆ เสื่อมพังไปตามกาลเวลา แม่รู้ว่า พวกเรากำลังจะทำหนังเรื่องนี้ก่อนที่แม่จะจากไป แม่ถามผมตลอดว่าหนังของเราจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหน”

สแตนลีย์ใช้เวลากว่า 7 ปีในกระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ เวลาที่ยาวนานทำให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจสำหรับเขา หนังเวอร์ชั่นสุดท้ายที่ฉายโรงนั้นมีความใกล้เคียงกับบทหนังแทบทุกหน้า ”ผมทำหนังเรื่องนี้เพราะต้องการจะมีบทสนทนากับเลิฟคราฟท์ ผมสนใจความโด่งดังที่เขามีในตอนนี้ว่า ทำไมนักเขียนประหลาดๆ คนหนึ่งเมื่อเกือบๆ ร้อยปีที่แล้วถึงมีอิทธิพลในปัจจุบันได้

”พวกเรากำลังอยู่ในโลกที่เราไม่อาจมั่นใจได้ต่อไปแล้วว่ามนุษยชาติจะยังมีอยู่อีกไหมในร้อยปีข้างหน้า เราไม่รู้อีกแล้วว่าวันข้างหน้าลูกหลานเราจะอยู่ในโลกแบบไหน”

“คธูลู” ใน Color Out of Space

“มันแลดูเหมือนสัตว์ประหลาดบางจำพวก 
อาจเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจสักตน 
มีเพียงจินตนาการอันป่วยไข้เท่านั้น
ที่จะสามารถเพ้อพกถึงตัวตนของมันได้
หากจะให้ผมกล่าวว่าผมเห็นอะไร 
ผมจะบอกว่ามันคือภาพของ
ปลาหมึกกับมังกรที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์
หัวของมันเผยให้เห็นเนื้อเหลวๆ ที่มีหนวดระโยงระยางออกมา
ร่างกายของมันมีเกล็ดน่าขยะแขยงประดับประดา
ส่วนด้านหลังของมันมีปีกที่หุบอยู่”
เอช พี เลิฟคราฟท์ “The Call of Cthulhu”

‘Cthulhu’ อาจอ่านออกเสียงให้ใกล้เคียงที่สุดได้ว่า คธูลู หรือ ธูลู โดยความตั้งใจแรกของผู้สร้างคำต้องการให้มันเป็นคำที่ไม่สามารถออกเสียงสมบูรณ์ได้โดยมนุษย์ มันปรากฎตัวครั้งแรกในเรื่องสั้น ‘The Call of Cthulhu’ เรื่องสั้นปี 1928 ของ เอช พี เลิฟคราฟท์ โดยคำถูกสร้างขึ้นโดยเพื่อนนักเขียนของเลิฟคราฟท์ชื่อ ออกัส เดอเลธ เขามีเป้าหมายที่จะจำแนกโลกและเนื้อหาที่ปรากฎซ้ำอยู่ในงานของเพื่อนตัวเอง หลังจากเลิฟคราฟท์เสียชีวิตลง ตำนานของปีศาจคธูลูก็ยังดำเนินต่อไป โดยนักเขียนอื่นๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากลายเป็น โลกของเลิฟคราฟท์กลายมาเป็นประเภทหนึ่งของงานเขียนสยองขวัญหลังจากนั้น
 
ตำนานคธูลูไม่เพียงแต่ปรากฎอยู่ในงานเขียนเท่านั้น หลายสิบปีผ่านไปตำนานปีศาจเหล่านี้ถูกดัดแปลงอยู่ในสื่อนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ‘Call of Cthulhu’ เกม RPG ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1981 (ถูกรีเมคในปี 2018) หรือเกมออนไลน์ชื่อดังอย่าง ‘World of Warcraft’ ที่ตำนานคธูลูถูกอ้างถึงไว้มากมาย หรือล่าสุดในเกม MOBA ‘Smite’ คธูลูกลายเป็นตัวละครที่ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นได้
 
วงเฮฟวี่เมทัล Metallica ก็เคยพูดถึงคธูลูในเพลง ‘Dream No More’, ‘The Call of Ktulu’ และ ‘The Thing That Should Not Be’ โดยทั้งหมดได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องสั้นของเลิฟคราฟท์
 
การ์ตูนอย่าง ‘South Park’, ‘Rick and Morty’ และ ‘The Simpsons’ ก็เคยอ้างถึงคธูลู ในฐานะปีศาจที่กำลังจะกลับมายึดครองจักรวาล ส่วนที่ตรงไปตรงมาที่สุดเห็นจะเป็นในอนิเมะเรื่อง ‘Nyaruko: Crawling with Love’ ที่ดัดแปลงเหล่าสัตว์ประหลาดคธูลูให้กลายเป็นตัวละครเด็กสาวสุดโมเอะ!
 

“เลิฟคราฟท์ทำให้เราเห็นสัตว์ประหลาดเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาจะเน้นมันด้วยตัวอักษรเอียง และมันจะปรากฎให้เราเห็นในหน้าสุดท้ายของเรื่อง” สแตนลีย์อธิบาย “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเลิฟคราฟท์จะโชว์มันให้เราเห็น และตัวละครที่เผชิญหน้ากับมันก็จะกลายเป็นบ้าหรือไม่ก็ตาย พวกเราโชคดีนะครับที่ในปี 2020 เรามีวิธีที่จะทำให้สัตว์ประหลาดเหล่านั้นโผล่ออกมาจริงๆ อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว”

Share on facebook
Share on twitter
Explore more

Color Out of Space

จากจินตนาการของเอช พี เลิฟคราฟท์ สู่หนังไซไฟสุดคัลต์ เรื่องราวฝันสยองของครอบครัวการ์ดเนอร์ที่ชีวิตไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป ในทันทีที่วัตถุประหลาดจากฟากฟ้าร่วงหล่นลงกระแทกสนามหน้าบ้านกลางป่าของพวกเขา!