ชัยชนะที่ไม่ได้หล่นจากฟ้า ของ “อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ”

ในรายชื่อหนังที่จะเข้าฉายเทศกาลซันแดนซ์ปี 2019 ที่เพิ่งประกาศออกมาไม่นาน เรื่องหนึ่งที่ได้รับการจับตามองมากๆ คือ “Knock Down the House” ซึ่งจะเล่าถึงเส้นทางของผู้หญิง 4 คนที่ลุกขึ้นท้าทายเวทีเลือกตั้งมิดเทอมครั้งที่ผ่านมาอย่างก๋ากั่น แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมี อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ (หรือที่สื่อเรียกย่อๆ ว่า AOC) อดีตบาร์เทนเดอร์สาวผู้กลายเป็นดาวดวงใหม่ในฐานะ “ส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา” คนนี้

ในซีเควนซ์หนึ่งของหนัง Fahrenheit 11/9 เราจะเห็น “อีลิท” ของพรรคเดโมแครตเหยียดหยามอเล็กซานเดรียว่าเป็นพวกหน้าใหม่โลกสวย, เป็นพวกสังคมนิยมที่ดีแต่พูดคำเก๋ๆ ฯลฯ แต่ท่ามกลางบรรยากาศนี้ อเล็กซานเดรียกลับบุกตะลุยคว้าใจและคว้าชัยมาได้ ทั้งที่แทบไม่มีแต้มต่อใดนอกจากความกล้าและสัญชาตญาณที่ทำให้รู้ว่า “อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน”

จากสายตาคนรากหญ้า

อเล็กซานเดรียเกิดในบรองซ์ นิวยอร์กซิตี้ พ่อเป็นสถาปนิกเชื้อสายเปอร์โตริกันที่เกิดในนิวยอร์ก ส่วนแม่เป็นผู้อพยพจากเปอร์โตริโก หลังพ่อตาย แม่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยงานรับจ้างทำความสะอาดและขับรถบัส ตัวเธอเรียนจบไฮสคูลและทำกิจกรรมสังคมด้านเยาวชนมากมาย กระทั่งได้รับทุนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยบอสตัน และจบออกมาในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์

(ตอนเรียน เธอชนะรางวัลที่สองของ Intel International Science and Engineering Fair ด้วยโครงงานวิจัย “ผลกระทบของสารต้านอนุมูลอิสระต่ออายุขัยของหนอน C. elegans” ซึ่ง International Astronomical Union สดุดีด้วยการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งว่า 23238 Ocasio-Cortez เลยทีเดียว)

หลังเรียนจบ อเล็กซานเดรียทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ เธอกับแม่ต่อสู้กับการถูกยึดบ้านอยู่นานหลายปี พร้อมๆ กับเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมไปด้วย เธอตั้งสำนักพิมพ์ Brook Avenue Press ซึ่งเน้นตีพิมพ์วรรณกรรมเยาวชนที่นำเสนอภาพเด็กย่านบรองซ์ในแง่บวก และเธอยังไปเป็นนักการศึกษาให้แก่สถาบันฮิสแปนิกแห่งชาติ

ประสบการณ์เหล่านี้บ่มเพาะให้เธอเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมจากระดับรากหญ้า ด้วยสายตาของคนระดับรากหญ้าเองที่แท้จริง

จากท้องถิ่นสู่ระดับชาติ

จากระดับชุมชน สิ่งที่ดลใจให้อเล็กซานเดรียในวัย 28 หันมาสนใจการเมืองระดับชาติเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเธอเป็นหนึ่งในทีมหาเสียงของ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส และมีโอกาสเดินทางไปทั่วประเทศ ได้ไปเยือนเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาความยากจนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสแตนดิ้งร็อค นอร์ทดาโกตา และฟลินต์ในมิชิแกน (ใครดู Fahrenheit 11/9 แล้วคงเห็นว่าเมืองนี้วิบัติขนาดไหน T^T)

เธอบอกว่า ก่อนหน้านั้นเคยเชื่อว่าหนทางเดียวที่จะได้เป็นส.ส.เข้าไปบริหารประเทศ ก็คือต้องมีเงิน, มีอิทธิพลทางสังคม และมีอำนาจ แต่หลังจากได้เห็นประชาชนในเมืองเหล่านี้ที่สู้อย่างทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อปกป้องชุมชนของตน เธอก็รู้ว่า ตัวเธอเองก็อาจถึงเวลาต้องทำแบบนั้นเพื่อเมืองของเธอเช่นกัน

เพี้ยนดีนะ…

“เพี้ยนดีนะ เราเลือกแต่ส.ส.หน้าเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกมา 14 ปี แล้วดันหวังว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลง” คือวาทะเด็ดของอเล็กซานเดรียที่เราได้ยินกันใน Fahrenheit 11/9 และเพื่อจะหยุดวงจรนั่น เธอตัดสินใจลงสมัครเป็นผู้แทนนิวยอร์กเขต 14 …โดยถือเป็นบุคคลแรกที่กล้าชนกับ โจ คราวลีย์ ตัวแทนเดโมแครตผู้ครองตำแหน่งนี้มา 14 ปีเต็ม!

“ในเมื่อเราสู้เงินก้อนโตด้วยเงินก้อนโตกว่าไม่ได้ เราก็ต้องสู้ด้วยเกมใหม่ที่ต่างจากเดิมสิ้นเชิง” คือกลยุทธ์ของเธอ เกือบ 75% ของทุนหาเสียงของเธอมาจากการบริจาคโดยชาวบ้านทั่วไป (ซึ่งเงินแบบเดียวกันนี้ เป็นแค่ 1% ของทุนหาเสียงของคราวลีย์) และมีการรายงานว่า เธอใช้เงินหาเสียงสำหรับไพรมารีโหวต (เพื่อจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของพรรค) ไปแค่ $194,000 เหรียญ ขณะที่คราวลีย์ใช้ไปถึง $3.4 ล้าน

ไม่แค่นั้น เสียงหนุนทางการเมืองของคราวลีย์ก็เหนือกว่าเธอมาก ทั้งผู้ว่าการรัฐ, วุฒิสมาชิก, องค์กรทางสังคม, ส.ส.เดิมของนิวยอร์กทั้งหมด, ผู้แทนการค้า ฯลฯ ล้วนแต่ต้องการให้เขาเป็นส.ส.ต่อไป ขณะที่อเล็กซานเดรียได้แรงหนุนจากหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนหัวก้าวหน้าอย่าง MoveOn, Justice Democrats, Brand New Congress, Black Lives Matter และ Democracy for America

ความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ และชัยชนะครั้งใหญ่ยิ่ง

อย่างไรก็ดี ด้วยกลยุทธ์หาเสียงแบบ “อย่าทุ่มพลังไปกับการพยายามชนะใจคนที่ต่อต้านเรา แต่มุ่งขยายฐานกลุ่มคนที่ต้องการเรา สื่อสารให้คนที่ถูกสังคมหมางเมิน คนที่เบื่อหน่ายการเมือง คนที่หมดหวังกับประเทศ ให้เขารู้ว่าเรากำลังสู้เพื่อพวกเขา” ก็พิสูจน์ว่าเธอเลือกทางที่ถูกต้อง …วันที่ 26 มิ.ย. เธอคว้าชัยในการเลือกตั้งไพรมารี่ ด้วยคะแนนเสียง 57.13% เหนือคราวลีย์ซึ่งได้ 42.5% โค่นส.ส. 14 ปีลงได้อย่างราบคาบ

สำนักข่าวไทม์เรียกความพ่ายแพ้ของคราวลีย์ว่า “ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งปี 2018”, การ์เดียนเรียกมันว่า “หนึ่งในความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน”, Merriam-Webster รายงานว่า หลังชัยชนะของอเล็กซานเดรีย มีคนค้นหาคำว่า “สังคมนิยม” (socialism) เพิ่มขึ้นถึง 1,500% และเบอร์นี่ แซนเดอร์ส ให้สัมภาษณ์ว่า “เธอพิสูจน์ให้เราได้เห็นอีกครั้งว่า การเมืองรากหญ้าแบบก้าวหน้าสามารถทำอะไรได้บ้าง” และยืนยันว่าชัยชนะนี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งใหญ่ของผู้คนทั้งในพรรคและในประเทศนี้

ต่อกรกับความคร่ำครึ

ความคิดคร่ำครึชอบสบประมาทคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีอยู่แค่ในแวดวงการเมือง แต่ในวงการสื่อก็ไม่เว้น ก่อนชัยชนะในการเลือกตั้งไพรมารี เรื่องราวของอเล็กซานเดรียไม่ถูกรายงานถึงเลยในสื่อใหญ่ของประเทศ แทบไม่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับใด จะมีก็แค่ในสื่อก้าวหน้าอย่าง The Young Turks และ The Intercept เท่านั้นที่มองเห็นว่า กระแสใหม่กำลังมาถึงแล้ว

แม้หลังชัยชนะ สื่อจะเพิ่งคิดได้แล้วแห่กันมาให้ความสนใจเธอ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ สื่อฝ่ายขวาอย่าง Fox News และ Washington Examiner เริ่มเล่นเกมโจมตี (เช่น เสียดสีการแต่งตัวของเธอ) อย่างไรก็ตาม ในฝ่ายประชาชน เธอกลับกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่ดึงดูดผู้คนมาร่วมกิจกรรมที่เธอจัดอย่างล้นหลาม และดูเหมือนว่าในที่สุด แม้แต่คู่แข่งในการเลือกตั้งทั่วไปจากพรรครีพับลิกันก็ยังถอดใจ ไม่มีการรณรงค์หาเสียงอย่างจริงจังในเขต 14 และส่งผลให้เธอชนะการเลือกตั้งในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาอย่างถล่มทลาย ด้วยคะแนนถึง 78% ต่อ 13.8%

นโยบายของอเล็กซานเดรีย

อเล็กซานเดรียเรียกตัวเองว่า “นักสังคมนิยมประชาธิปไตย” เธอเป็นสมาชิกของ Democratic Socialists of America และสนับสนุนนโยบายก้าวหน้า อาทิ

  • การศึกษา : เรียนฟรี สำหรับโรงเรียนรัฐและมหาวิทยาลัย ยกเลิกหนี้การศึกษา
  • สิ่งแวดล้อม : เรียกร้องกฎหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมใหม่ มุ่งแก้ปัญหาโลกร้อน, ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%, ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล, ให้รัฐลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
  • ประกันสุขภาพ : สนับสนุนระบบกองทุนสุขภาพเดียว ประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • ปัญหาผู้อพยพ : ยกเลิกหน่วยงาน ICE, สนับสนุนสิทธิในการยื่นขอความเป็นพลเมืองของผู้อพยพ
  • ระบบยุติธรรม : สนับสนุนกัญชาถูกกฎหมาย, ยกเลิกระบบเรือนจำที่บริหารโดยเอกชนและศูนย์กักกัน, ปล่อยตัวนักโทษคดีเสพยาที่ไม่ก่อความรุนแรง, ยกเลิกระบบการประกันตัวด้วยเงินสด และตั้งระบบการสืบสวนอิสระสำหรับคดีที่ประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐสังหาร
  • ระบบการเลือกตั้ง : สนับสนุนการเปลี่ยนจากระบบคณะเลือกตั้ง เป็น “หนึ่งคนหนึ่งเสียง”
  • ประเด็นสังคม : สนับสนุนชุมชน LGBT และ Black Lives Matter

นโยบายเหล่านี้ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าเพ้อฝัน ซ้ายจัด ฯลฯ แต่ฝ่ายผู้สนับสนุนกล่าวว่า “เธอคือภาพแทนที่สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาต้องการต่อสู้เพื่อจะมีชีวิตอยู่ในโลกแบบใด และในเมื่อไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสร้างให้ ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาแล้วลงมือทำมันด้วยตัวพวกเขาเอง”

หนังที่เกี่ยวข้อง
บทความที่คุณอาจสนใจ

ชัยชนะที่ไม่ได้หล่นจากฟ้า ของ “อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ”

ท่ามกลางเสียงเหยียดหยามว่าเป็นพวกหน้าใหม่โลกสวย อะไรทำให้อดีตบาร์เทนเดอร์วัย 28 ปีคนนี้กลับสามารถบุกตะลุยคว้าใจประชาชน จนชนะเลือกตั้งเป็นส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สภาอเมริกันได้สำเร็จ?

บนเส้นทางสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส

ถ้าจะมีนักการเมืองสูงวัยสักคนที่รอดพ้นการถูกแปะป้าย "ไดโนเสาร์" แล้วกลายเป็นขวัญใจและความหวังของวัยรุ่นมากมายในสหรัฐอเมริกาได้อย่างน่าทึ่ง คนคนนั้นย่อมคือ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส

เมื่อ “สารคดีสั้น” + “สตอรี่ส่วนตัว” กลายเป็นเครื่องมือหาเสียงทรงอานุภาพ

อยากเป็นนักการเมืองแล้วลงสมัครเลือกตั้ง ต้องหาทางสร้างภาพลักษณ์ตัวเองให้เท่ให้คูลให้น่าเชื่อถือสุขุมนุ่มลึกหรือชีวิตดีงามขนาดไหน? ต้องมีเงินไว้ซื้อป้ายหาเสียง ไว้ถ่ายรูปขายความหล่อสวยเท่เท่าไหร่? ...วิธีคิดในการหาเสียงที่เราเห็นมาชั่วชีวิตเหล่านี้กำลังถูกท้าทายโดยบรรดานักการเมืองอเมริกันอิสระรุ่นใหม่!