เมื่อ “สารคดีสั้น” + “สตอรี่ส่วนตัว” กลายเป็นเครื่องมือหาเสียงทรงอานุภาพ

อยากเป็นนักการเมืองแล้วลงสมัครเลือกตั้ง ต้องหาทางสร้างภาพลักษณ์ตัวเองให้เท่ให้คูลให้น่าเชื่อถือสุขุมนุ่มลึกหรือชีวิตดีงามขนาดไหน? ต้องมีเงินไว้ซื้อป้ายหาเสียง ไว้ถ่ายรูปขายความหล่อสวยเท่เท่าไหร่?

วิธีคิดในการหาเสียงที่เราเห็นมาชั่วชีวิตเหล่านี้กำลังถูกท้าทายโดยบรรดานักการเมืองอเมริกันอิสระรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักการเมืองผู้หญิงและนักการเมืองผิวสีพรรคเดโมแครตในสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนความทุนน้อย, โนเนม และการเป็น “คนกลุ่มน้อย” ให้กลายเป็นจุดแข็ง ด้วยการหันมาพึ่งพาพลังแห่งการเล่าเรื่อง ผ่านสื่อใหม่อย่าง “สารคดีสั้น” เพื่อเผยแพร่ออนไลน์ โดยนำเสนอเรื่องราวของตัวเอง (ในแบบที่นักการเมืองรุ่นก่อนหน้าไม่เคยกล้าใช้) เพื่อสร้างความรู้สึก “เป็นพวกเดียวกัน” กับประชาชนผู้หาเช้ากินค่ำที่เผชิญความยากลำบากในชีวิตกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

และที่สำคัญ…มันเป็นวิธีที่ได้ผล จนทำให้พวกเขาและเธอหลายๆ คนชนะเลือกตั้งกันชนิดส.ส.เก่าได้แต่มองตาปริบๆ

นสพ.นิวยอร์กไทมส์ ทำสกู๊ปเรื่องนี้โดยเล่าตัวอย่างน่าสนใจมากๆ เช่น

Jahana Hayes นักการศึกษาชาวคอนเน็กติคัต ลงเลือกตั้งเป็นครั้งแรกและชนะไพรมารี่เมื่อเดือนก่อน โดยสื่อหาเสียงของเธอคือ สารคดีสั้นที่ใช้ทุนไม่ถึง 20,000 เหรียญ เล่าชีวิตของแม่เธอที่ติดยาและท้องตั้งแต่อายุ 17 เธอโตมาในบ้านยากจนด้วยการเลี้ยงดูของยาย ต่อมาเธอยึดอาชีพเป็นครูและได้รางวัลคุณครูแห่งปีเมื่อปี 2016 เธอบอกว่า “ประชาชนเข้มแข็ง แต่กลับไม่เคยถูกมองว่าสามารถเข้าไปทำงานในสภาได้ …หากวันใดคนในสภาเริ่มเป็นคนแบบเรา เมื่อนั้นจะไม่มีใครหยุดเราได้อีก” (วิดีโอชิ้นนี้ไม่แค่ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักจนชนะเลือกตั้ง แต่ยังช่วยระดมทุนให้เธอได้ถึง 300,000 เหรียญ)

Ayanna Pressley เพิ่งชนะไพรมารี่ในบอสตันโดยล้มส.ส.เก่า 10 สมัยของเดโมแครตได้อย่างน่าตะลึง เธอเป็นโนเนมอีกคนที่กลายเป็นที่รู้จักด้วยการทำวิดีโอสารคดีสั้น 2 ชิ้น ชิ้นแรกเล่าถึงชีวิตตัวเองตั้งแต่วัยเด็กที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ชิ้นที่สองชื่อ “The 1 Bus” ถ่ายตัวเธอขณะนั่งรถเมล์เดินทางไปรอบเขต พลางบอกเล่าความรู้สึกที่ได้เห็นสภาพบ้านเมืองอันซอมซ่อ และความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้ (คลิปนี้มีการทำซับไตเติลภาษาสเปน, จีน และเฮติครีโอล เพื่อเจาะเข้าหากลุ่มคนหลากหลายที่น่าจะเป็นฐานเสียงของเธอด้วย)

Stacey Abrams ผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย พรรคเดโมแครต ทำวิดีโอเล่าเรื่องครอบครัวของเธอที่ต้องเผชิญปัญหาจากการไม่มีประกันสุขภาพ พ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักเพียงเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้การเรียนของลูก ก่อนจะสรุปว่า “เรื่องราวของฉันไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่เกิดเฉพาะกับฉันคนเดียว”

Andrew Gillum ผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดา พรรคเดโมแครตเช่นกัน ทำวิดีโอสารคดีสั้นหลายชิ้นซึ่งมีผู้แชร์กันไปเป็นหมื่นครั้งแล้ว ในนั้นเขาพูดถึงการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมือง “สำหรับคนที่ถูกประทับตรามาตลอดว่าไม่มีสิทธิได้เป็น” และในคลิปหนึ่ง เขาเล่าเรื่องแม่ของเขาที่ต้องเผชิญหน้ากับตำรวจ เพราะพี่ชายของเขาก่อคดีอาชญากรรม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขาบอกตัวเองว่า “ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องร้องไห้ด้วยความเสียอีกต่อไปแล้ว ถ้าแม่จะร้องไห้อีก ต้องเป็นเพราะแม่ดีใจ”

Alexandria Ocasio-Cortez สาวนิวยอร์กวัย 28 ปี ลงเลือกตั้งโดยทำวิดีโอแนะนำตัวเองหลายชิ้นซึ่งกลายเป็นที่ฮิตระเบิดระเบ้อ หนึ่งในนั้นคือ “The Courage to Change” ซึ่งนำเสนอตัวเธอในฐานะคนนิวยอร์กธรรมดาๆ ที่ต้องใส่รองเท้าแตะเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน, เปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นสูงไปทำงาน, กินมื้อเย็นบนโซฟา, หาซื้อของใช้ราคาถูก ฯลฯ โดยประโยคสำคัญในวิดีโอของเธอก็คือ “ใครๆ ก็เคยบอกว่า ผู้หญิงอย่างฉันไร้คุณสมบัติจะเข้าไปทำงานในสภา”

M. J. Hegar ผู้สมัครพรรคเดโมแครตในเท็กซัส ทำวิดีโอสามนาทีที่เล่าเรื่องสุดแสนสนุกสนาน ชื่อ “Doors” ซึ่งมีผู้คลิกชมเป็นล้าน เล่าเรื่องของเธอตอนไปสักแขน, ตอนต่อสู้กับเหตุการณ์ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย, ตอนได้รางวัล Purple Heart, ตอนฟ้องเพนตาก้อนข้อหาไม่ยอมให้ผู้หญิงร่วมรบ และตอนเธอเห็นพ่อจับตัวแม่โยนทะลุประตูกระจกออกไปนอกบ้าน วิดีโอนี้ผลิตโดยบริษัทโปรดักชั่น ใช้ทุนถึง 50,000 เหรียญ แต่คุ้มค่าสุดๆ เพราะนอกจากจะทำให้คนได้รู้จักเธอในฐานะหญิงแกร่งผู้กล้าท้าชนระบบอันเหลื่อมล้ำแล้ว ยังช่วยระดมทุนให้เธอได้ถึง 1 ล้าน!

ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์การเมืองวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ว่า นอกจากจะสะท้อนให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ปฏิเสธแนวทางการวางตัวสูงส่งแยกชนชั้นของนักการเมืองรุ่นเก่า การที่วิดีโอของพวกเขาได้รับความนิยมและหลายๆ คนก็ถึงขั้นประสบชัยชนะในการเลือกตั้งนั้น ยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนเอง -โดยเฉพาะฝ่ายเดโมแครต- ก็เกิดความรู้สึกแปลกแยกกับ “ผู้นำแบบเดิมๆ” (ซึ่งเน้นภาพลักษณ์ดูดี แต่ไม่เคยพูดสิ่งที่ตนเชื่อและไม่เคยเผยตัวตนออกมาจริงๆ) เช่นกัน

“คนทุกวันนี้เริ่มมีนิยามใหม่ๆ ต่อคำว่านักการเมืองและคำว่าผู้นำ มันอาจหมายถึงวัยรุ่นอายุ 17 ปีจากพาร์คแลนด์ หรือบาร์เทนเดอร์วัย 28 จากแมนฮัตตันก็ได้ ทั้งผู้หญิง, คนกลุ่มน้อย, เยาวชน ที่เคยถูกมองว่าอยู่นอกวงการนักการเมือง ได้กลายเป็นตัวแทนใหม่ๆ ที่ผู้คนเริ่มมองหากันแล้ว”

หนังที่เกี่ยวข้อง
บทความที่คุณอาจสนใจ

คุยกับไพลิน วีเด็ล ผู้พาสารคดี Hope Frozen คว้ารางวัลใหญ่ และอีกมุมของสังคมไทยในสายตาโลก 

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

“ตอนนี้ยังช็อคอยู่เลย” ไพลิน วีเด็ล บอกกับเราหลังจาก Hope Frozen สารคดีเรื่องแรกของเธอคว้ารางวัลใหญ่สาย International จากเทศกาล […]

ไมเคิล พิตต์ : เทพแห่งการอิมโพรไวส์ใน The Dreamers

“เขางามอย่างกับเทวดา แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็มีด้านที่สุดจะมืดหม่นและรุนแรง” อีวา กรีน พูดถึง ไมเคิล พิตต์ ผู้ได้รับเลือกในวัย 22 ปีให้มารับบท “แมตทิว” ใน […]

“จากหนังเรื่องไหน? ทายมา!” : รวมหนังคลาสสิกที่เนิร์ดหนังต้องรู้จัก ใน The Dreamers

The Dreamers (2003, แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่) ว่าด้วยกลุ่มหนุ่มสาวนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่รักหนังเข้าเส้น เทโอ (หลุยส์ การ์เรล) กับอิซาเบลล์ (เอวา กรีน) […]

“ผมนับถือลัทธิมาร์กซ์หมดทั้งใจ” – แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่

แบร์นาโด แบร์โตลุชชี่ เป็นคนทำหนังที่พูดเรื่องสังคมและการเมืองในหนังเสมอ ไม่ว่าจะ Before the Revolution (1964) ซึ่งว่าด้วยเคอมมิวนิสต์ในอิตาลี, The […]

Load More Posts