“การเป็นผู้ลี้ภัยไม่ได้เปลี่ยนตัวตนของคุณ มันเป็นเพียงสถานะชั่วคราวที่คุณอยากให้มันหายไป”


โฮวิก เอทเยมิไซน์
ผู้จัดการซะอะฮฺตารี(คนใหม่)

 

เดิมทีซีเรียเป็นประเทศสวยงามสงบสุข จนกระทั่งเกิดสงครามจากความขัดแย้งทางการเมือง สงครามนี้สร้างความสูญเสียอย่างมากมายถึงขนาดที่ UNHCR (United Nations High Commissioner for Refugees) ประกาศว่าวิกฤตการณ์ในซีเรียถือเป็นวิกฤตทางมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา

และทุกสงครามย่อมมีคนเจ็บ คนตาย คนที่รอดชีวิต รวมทั้งคนที่อพยพไปอยู่ที่อื่น แม้ในซีเรียเองจะมีผู้อพยพออกมาในฐานะผู้ลี้ภัยได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีคุณภาพชีวิต ชีวิตของผู้ลี้ภัยเป็นอย่างไร แล้วในค่ายผู้ลี้ภัยมีอะไร After Spring เป็นสารคดีที่เล่าถึงผู้คนในค่ายซะอะฮฺตารี (Zaatari) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 ซึ่งค่ายซะอะฮฺตารีเป็นค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศจอร์แดนที่รองรับชาวซีเรียจำนวนมาก และถือเป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย

เขาอพยพกันอย่างไร

การเดินทางออกจากประเทศซีเรียมายังชายแดนประเทศจอร์แดนไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ลี้ภัยในค่ายซะอะฮฺตารีบางคนให้สัมภาษณ์ว่าต้องเดินข้ามทะเลทรายจากชายแดนซีเรียสู่จอร์แดนหลายกิโลเมตร บางคนต้องนั่งรถข้ามหุบเขาที่คดเคี้ยว ทุกๆ คืนจะมีชาวซีเรียอพยพเข้ามาในจอร์แดนประมาณ 1,000-2,000 คน ด้วยเหตุนี้เองรัฐบาลจอร์แดนจึงขอร้องทาง UNHCR ช่วยสร้างค่ายผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวซีเรีย

แต่ทั้งนี้ในเมืองจอร์แดนก็ยังมีผู้ลี้ภัยซีเรียกระจัดกระจายอยู่นอกค่ายมากถึง 500,000 คน ซึ่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยากที่จะได้รับความช่วยเหลือ จึงถูกพิจารณาให้เป็น ‘ประชาการที่มองไม่เห็น’

เขาอยู่กันอย่างไร

เมื่อผู้ลี้ภัยเข้ามาในค่ายจะได้อยู่เต็นท์ผ้าเบดูอิน แต่หากเป็นคนพิการหรือคนป่วยจะได้อยู่บ้านเคลื่อนที่แบบคาราวาน ซึ่งก่อนจะได้นั้นต้องไปลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิต่างๆ ผู้ลี้ภัยทุกคนในค่ายจะต้องมีใบรับรองจาก UNHCR โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัวและเด็กจะต้องมีบัตรแสดงหมายเลยประจำตัว

ภายในค่ายจะมีร้านค้าให้เลือกซื้อของหลายต่อหลายอย่าง มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอาหารจาก UNHCR มีร้านเช่าชุดราตรี ร้านขายขนม ร้านขายนก ร้านเกมส์ และร้านขายโทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสารผู้คนภายนอก รวมถึงจุดสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อดูข่าวสารจากประเทศซีเรีย คนในค่ายจะได้รับเงินวันละ 1 ดอลลาร์ เพื่อซื้ออาหารและของใช้ต่างๆ

วัยหลงทาง

58% ของผู้ลี้ภัยในค่ายเป็นเด็ก แม้มีโรงเรียนและครูสอนหนังสือแต่เด็กผู้ชายหลายคนก็หมดความศรัทธาในการศึกษา พวกเขาเลือกที่จะไม่เรียนต่อและมองหางานกองทัพมดทำแทน แต่เมื่อไม่มีงานมากพอให้ทำก็อาจนำไปสู่การพกอาวุธหรือทะเลาะวิวาทกันเอง

แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนที่มาค่ายนี้จะกลายเป็นคนไม่อยากเรียนหนังสือไปโดยปริยาย นักเรียนนักศึกษาที่อยากเรียนหนังสือต่อให้จบก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญเช่นกัน คือเมื่อเกิดสงครามในซีเรียการเรียนการสอนทั้งหลายก็ต้องหยุดชะงักไป นักศึกษาบางคนต้องการที่จะเรียนต่อให้จบตามหลักสูตรการศึกษา แต่เขาไม่สามารถทำได้ในค่ายผู้ลี้ภัยเช่นนี้แน่ พวกเขาจึงร้องขอไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามสำหรับผู้ลี้ภัยซึ่ง UNHCR สามารถรับรองการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยได้ แต่การตั้งถิ่นฐานใหม่แต่ละครอบครัวต้องผ่านการคัดกรองมากมายและใช้เวลานานหลายปี อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาแต่ละครอบครัวต้องผ่านการคัดกรองความปลอดภัยถึง 20 หัวข้อ แต่โดยรวมแล้วทั่วโลกมีผู้ลี้ภัยน้อยกว่า 1% ที่ได้รับการรับรองตั้งถิ่นฐานใหม่

 ถ้ามีลูกต้องทำอย่างไร

ฉากหนึ่งในสารคดีเรื่อง After Spring มีการแขวนป้ายฉลองเด็กเกิดใหม่ในซะอะฮฺตารีครบ 1,000 คน นับโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งวันจะมีคุณแม่มาคลอดลูกวันละ 10-15 คน ในห้องทำคลอดหนึ่งห้องมีเตียงทำคลอดถึง 3 เตียง ในแต่ละมีผู้ใช้บริการ 100-150 คน แต่กลับมีหมอพร้อมให้บริการด้านสูตินรีเวชไม่ถึง 10 คน ซึ่งหนึ่งในแพทย์สูตินรีเวชแสดงความกังวลใจว่า ถ้าไม่สามารถให้บริการสาธารณสุขได้ดีพอก็จะเกิดปัญหาอื่นอีกมากมายตามมาซึ่งหน้าที่ของแพทย์คือการให้บริการที่ถูกต้องแต่แรกเริ่ม

คำถามติดตลกอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้แต่เด็กๆ ในครอบครัวใหญ่ก็มักบ่นพ่อแม่ตนว่าทำไมต้องมีน้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ลี้ภัยคนหนึ่งก็ตอบคำถามนี้ด้วยอารมณ์ขันว่า เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า


เป็นคนดี (อย่างอาสาสมัคร) ก็เหนื่อยเป็น

การเป็นอาสาสมัครในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องสวยงาม สิ่งที่อาสาสมัครต้องเผชิญทุกวันคือความกดดันและความเหน็ดเหนื่อยจากการอำนวยความสะดวกให้แก่คนในค่าย แม้ทุกคนจะลำบากแต่ต้องดำเนินการอย่างยุติธรรม

แต่อาสาสมัครหน้าที่หนึ่งที่โดดเด่นและสร้างสรรค์ในค่ายซะอะฮฺตารีคือ ‘ครูสอนเทควันโด’ เราอาจจะสงสัยว่าคนที่ลี้ภัยสงครามมาใครจะมีกะจิตกะใจอยากเล่นเทควันโด แต่ไม่ใช่เลยในความเป็นจริงเด็กๆ ที่อพยพมาจากซีเรียจะติดตามข่าวสารบ้านเกิดตนเองอย่างใกล้ชิดอาจทำให้หดหู่ได้ เทควันโดช่วยผ่อนคลายอารมณ์ไม่ให้เหล่าเด็กน้อยเครียดจนเกินไปนัก รวมถึงสอนให้พวกเขารู้จักการมีระเบียบวินัยและการมีน้ำใจนักกีฬาอีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่องค์กรช่วยเหลือสังคมต้องเจอคือ ‘ปัญหางบประมาณ’ อาสาสมัครฝ่ายบริการชุมชนเล่าว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นในระยะแรกทั่วโลกต่างให้ความช่วยเหลือมากมาย แต่เมื่อวิกฤตเพิ่มขึ้นความช่วยเหลือก็หมดไปกับปัญหาใหม่ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการถูกตัดงบประมาณในบางกิจกรรม ซึ่งนี่เป็นเรื่องท้าทายที่องค์กรช่วยเหลือสังคมต้องหาทางรับมือกับปัญหาการจัดการงบประมาณที่มีอยู่

ทำไมเราต้องรู้เรื่องนี้   

สมมติว่า… วันหนึ่งประเทศที่คุณอยู่เกิดสงครามครั้งใหญ่ คุณเลือกที่จะพาครอบครัวหนีไปที่อื่น ซึ่งแน่นอนคุณจะไม่ได้นอนโรงแรม เพราะนี่ไม่ใช่การพักผ่อนที่รื่นรมย์ จะว่าไปคุณไม่ได้อยากไปเสียด้วยซ้ำ คุณอาจจะไม่ชอบวัฒนธรรมของที่ๆ คุณจะไป ไม่ชอบอาหารที่นั่น ไม่เข้าใจความเชื่อทางศาสนาของประเทศนั้น แต่คุณก็ต้องไปเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว เป็นการเดินทางที่สถานการณ์บังคับ ยิ่งสงครามยาวนานและยืดเยื้อมันแปลว่าบ้านเมืองของคุณนั้นยับเยินมากขึ้นและมากขึ้น แม้สงครามจะจบแต่ไม่มีใครการันตีได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดกลับมาฟื้นฟูประเทศให้เป็นแบบเดิม

 

ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารีได้ที่
https://twitter.com/ZaatariCamp