เปิดใจ แม็กซ์ พิวจ์ ผู้กำกับ Walk With Me Posted in: Articles – Tags: ,

จากความสงสัยในการเข้าบวชของน้องชาย คนทำหนังคนนี้ตัดสินใจร่วมเดินทางสู่โลก “ภายนอก” ก่อนพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลง “ภายใน” ของเขาไปตลอดกาล

* ถอดความจาก DIRECTORS’ STATEMENT

 

จากคำชวนของน้องชาย สู่การออกเดินทางยาวไกล

 

“หลายปีก่อน ท่านติช นัท ฮันห์ เริ่มบอกกล่าวแก่ศิษย์และนักบวชของท่านทั่วโลกให้คิดหาหนทางในการใช้ภาพยนตร์มาช่วยสื่อสารข้อความแห่งความรัก ความเมตตา และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ น้องชายของผมบวชที่หมู่บ้านพลัมตั้งแต่ปี 2008 ครั้นปี 2011 เขากับหลวงพี่หลายๆ รูปก็ขอให้ผมเข้าไปติดตามการเดินทางไปเผยแพร่ธรรมะเป็นเวลาสามเดือนในสหรัฐอเมริกาโดยให้ลองหาวิธีทำหนังสารคดีที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ครั้งนี้ไปด้วย คณะของเราประกอบด้วยนักบวชราว 40 รูปที่ออกเดินทางจากหมู่บ้านพลัมในฝรั่งเศสไปยังแคนาดาและอเมริกา เพื่อจัดงานภาวนาทั้งในแวนคูเวอร์, นิวยอร์ก, มิสซิสซิปปี และแคลิฟอร์เนีย โดยระหว่างนั้น กลุ่มนักบวชรุ่นเยาว์ก็ยังแยกเดินทางออกไปพบปะผู้คนในมหาวิทยาลัยที่อีสต์โคสต์และนิวยอร์กซิตีด้วย

การเดินทางนี้เป็นงานยากสำหรับผมในฐานะคนทำหนัง ความรอบคอบรัดกุมและการตัดสินใจที่บางครั้งก็เป็นความลับทำให้หลายๆ เหตุการณ์ที่ผมอยากถ่ายไว้กลับเกิดในที่ที่กล้องไม่ได้รับอนุญาต จึงแน่ชัดว่าระบบภายในของหมู่บ้านพลัมจะไม่ใช่ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ และสิ่งที่ผมควรทำจึงคือการสำรวจลึกลงไปและพยายามเล่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ในช่วงนี้เองที่ มาร์ก เจ ฟรานซิส เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของผมก้าวเข้ามาช่วยด้วยการเป็นคนไปถ่ายการเดินทางแสดงธรรมเป็นเวลาสองสัปดาห์ในแคลิฟอร์เนีย (แทนผมซึ่งติดอีกงานหนึ่งในแอฟริกา) และเมื่อผมกับมาร์กกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2011 แล้วดูฟุตเตจทั้งหมดที่มีอยู่ เราก็ตัดสินใจจะร่วมงานกันอย่างจริงจังต่อในฐานะผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ร่วมของหนัง เพราะในจุดนั้น เราก็ต่างรู้สึกเชื่อมโยงผูกพันกับคนในหนังของเราแล้ว และสำหรับตัวผมเอง ยอมรับเลยว่าผมเริ่มรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของนักบวชที่นี่และคุณค่าหลายๆ อย่างที่พวกท่านถ่ายทอด

 

หลวงพ่อฟับลิน น้องชายของแม็กซ์ พิวจ์ (ซ้าย) และมาร์ก เจ ฟรานซิส ผู้กำกับร่วม (ขวา)

 

เมื่อคนทำหนัง ถูกหนังเปลี่ยนชีวิต

 

เราเริ่มทดลองถ่าย Walk With Me ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 และเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 รวมเวลาทั้งสิ้น 5 ปีเต็ม นับจากวินาทีที่น้องชายของผมประกาศให้คนในบ้านรู้ว่าตัดสินใจเข้าบวชเป็นพระในศาสนาพุทธนั้น ผมก็เกิดความสงสัยใคร่รู้เอามากๆ ว่าชีวิตเขาจะเป็นแบบไหนต่อไป แรกทีเดียวผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะเขียนเล่าเรื่องราวของเขาให้เป็นนิยายสักเล่ม แต่ก็ตอนนั้นเองที่โครงการทำหนังสารคดีติดต่อเข้ามา และระหว่าง 5 ปีของการออกเดินทางไปกับหนังเรื่องนี้ ตัวผมเองก็มีโอกาสได้เปิดรับคำสอนเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสติเข้ามาด้วย ไม่ใช่เพราะความจงใจหรืออยากลองของ แต่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผมพบว่าตัวเองเริ่มปรับการกินเข้าใกล้เคียงมังสวิรัติมากขึ้น เริ่มตระหนักรู้ถึงการหายใจเข้าออกมากขึ้น พยายามทำจิตใจให้มีความเมตตากว่าเคย และตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้งแทนที่จะเอาแต่เป็นฝ่ายพูดใส่คนอื่นเพียงเพื่อจะให้ความคิดของตัวเองเป็นที่รับรู้

ยิ่งผมเข้าสู่พื้นที่ของนักบวชมากขึ้นเท่าไหร่ -ไม่ว่าจะในหมู่บ้านพลัมที่ฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านของผม หรือในอเมริกา หรือระหว่างการเดินสายในอเมริกาทั้งสองครั้งเพื่อถ่ายหนัง- ผมก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายและสัมผัสได้ถึงความสุขสงบมากขึ้นไปด้วย วิถีชีวิตในหมู่บ้านพลัมและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ก่อร่างขึ้นในระหว่างผู้เข้าร่วมงานภาวนานั้นเป็นสิ่งที่บันดาลใจผมมาก ผมรู้สึกว่าแก่นคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์เป็นคุณค่าที่สำคัญมากๆ ต่อโลกของเรา ทุกครั้งที่พบอุปสรรคในการทำหนัง ผมจึงมีกำลังใจในการพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพื่อจะสื่อสารคุณค่าเหล่านั้นผ่านพลังของภาพยนตร์ออกไปสู่ผู้คนให้ได้

ผมรู้สึกว่าแก่นคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์เป็นคุณค่าที่สำคัญมากๆ ต่อโลกของเรา ทุกครั้งที่พบอุปสรรคในการทำหนัง ผมจึงมีกำลังใจในการพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพื่อจะสื่อสารคุณค่าเหล่านั้นผ่านพลังของภาพยนตร์ออกไปสู่ผู้คนให้ได้

 

หนังที่พาเราเข้าสู่ “ภายใน” “ปัจจุบัน” และ “ฤดูกาลทั้งสี่”

 

ความสัมพันธ์กับน้องชายผมก็เป็นอีกพลังผลักดันสำคัญของการทำหนังเรื่องนี้ เขาและเพื่อนๆ ในชุมชนอุตส่าห์มอบความไว้ใจอย่างเต็มเปี่ยมและยอมให้พวกเราเข้าไปสู่วิถีของพวกเขา ผมจึงไม่อาจทอดทิ้งหรือทำให้เขาผิดหวังได้เป็นอันขาด ผมเชื่อในการทำหนังสารคดีแบบที่คนทำมีความรู้สึกร่วม และในเมื่อผมพบว่าตัวผมเองมีความรู้สึกร่วมอย่างใกล้ชิดกับทั้งบุคคลในหนังและเรื่องราวพวกเขาขนาดนี้ แล้วจะดีไหมหากแทนที่ผมจะทำหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย “มุมมองของคนภายนอก” แบบทั่วๆ ไป ผมก็ให้หนังนำเสนอและเฉลิมฉลองสิ่งที่ส่งผลสะเทือนขับเคลื่อนหัวใจของผมจริงๆ?

การได้ฝึกหัดการเปิดใจฟังอย่างลึกซึ้ง แบ่งปัน และใช้ชีวิตอยู่ใกล้นักบวช -บุคคลผู้ตัดสินใจปลดปล่อยตนเองออกจากกับดักพันธนาการทั้งหลายของชีวิตในสังคมสมัยใหม่- ส่งผลให้ผมพยายามคิดหาหนทางอย่างจริงจังเพื่อจะถ่ายทอดแนวทางของพวกเขาสู่จอหนังให้ดีที่สุด เราใช้เวลาไปกับการทดลองและพัฒนา “ภาษาหนัง” ที่จะสื่อสารวิถีปฏิบัติจริงๆ ของการใช้ชีวิตอย่างแตกต่างและอย่างมีสติ ดังนั้น แทนที่จะทำหนังซึ่งให้ข้อมูลหรือแสดงมุมมองมากมายเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้คนที่นี่ เราก็หันมาพยายามทำหนังซึ่งดึงผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับท่วงทำนองแห่งปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นภาวะความรู้สึกที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตแต่ละวันอันรีบเร่ง

 

 

แม้โจทย์เริ่มต้นของการทำหนังเรื่องนี้จะมาจากนักบวช แต่พวกท่านไม่ได้มีภาพชัดว่าต้องการหนังแบบไหน ท่านบอกเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเปิดโอกาสให้เราค้นหาแนวทางเอาเองในฐานะศิลปิน และเนื่องจากทั้งมาร์กและผมไม่ได้สนใจจะทำหนังสารคดีเพื่อบอกเล่าประวัติราวกับหนังโฆษณาองค์กรทั้งหลาย เราจึงยืนยันแน่ชัดตั้งแต่ต้นเช่นกันที่จะคิดหาวิธีการนำเสนอด้วยตัวเอง แน่นอนว่านั่นหมายถึงการที่หลายๆ ครั้ง กล้องของเรากลายเป็นการก่อกวนวิถีอันสงบในหมู่บ้านพลัมและเราต้องใช้การเจรจาหลายครั้งเพื่อจะสามารถเข้าไปถ่ายช่วงที่มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่เคยเปิดเผยต่อวงกว้าง เช่น ในที่พักของท่านติช นัท ฮันห์ และรายละเอียดในงานภาวนา เช่นเดียวกับหนังสารคดีแนวสังเกตการณ์ (observational documentary) ทั้งหลายที่การจะเข้าถึงภาพซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาตมาก่อนเหล่านี้ย่อมต้องอาศัยทั้งเวลาและความอดทน แต่ท้ายที่สุด พวกเราก็ได้รับการอ้าแขนรับ และมิตรภาพงดงามก็บังเกิดขึ้นจากจุดนั้นตามมา

เมื่อเราตัดสินใจชัดเจนว่าจะทำหนังที่ให้ภาพชุมชนนี้ด้วยมุมมองและสไตล์ที่ดึงผู้ชมให้นิ่งจดจ่อ เราก็ตัดสินใจได้ตั้งแต่แรกๆ เช่นกันว่าจะวางโครงสร้างหนังไว้ตามฤดูกาลทั้งสี่ โดยให้ธรรมชาติเป็นตัวละครหลัก เรารู้ว่านี่จะไม่ใช่หนังเล่าเรื่องประเภทติดตามตัวละครคนใดเพื่อจะถ่ายทอดเรื่องของเขาเป็นพิเศษ แต่มันคือหนังซึ่งเริ่มด้วยการพยายามจำลองห้วงเวลาแช่มช้า เงียบ และลึกซึ้งของการภาวนาในฤดูหนาว จากนั้นมันจะเปิดตัวเองออกสู่ผู้คนภายนอกในฤดูใบไม้ผลิตกับฤดูร้อน แล้วพาทุกคนออกก้าวเดินด้วยกันในการเดินทางสู่อเมริกาเพื่อติดตามปฏิสัมพันธ์ของนักบวชกับคนอื่นๆ ทั่วไป สอดสลับด้วยช่วงเวลาชวนขบขันและประทับใจระหว่างทาง

แทนที่จะทำหนังซึ่งให้ข้อมูลหรือแสดงมุมมองมากมายเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้คนที่นี่ เราก็หันมาพยายามทำหนังซึ่งดึงผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับท่วงทำนองแห่งปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นภาวะความรู้สึกที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตแต่ละวันอันรีบเร่ง

 

งานภาพ ดนตรี และ “เสียงเงียบ”

 

มาร์กกับผมเห็นชัดในหัวกันตั้งแต่ต้นว่างานกำกับภาพของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เราคิดไว้อย่างละเอียดลออมากๆ จนทำให้บางซีเควนซ์ที่เราถ่ายแบบ “ถ่ายแล้วจร” ต้องถูกนำมาคิดแล้วคิดอีกเพื่อหาทางตัดต่อมันรวมเข้าไปในหนังได้อย่างเหมาะเจาะ ผมกับมาร์กตัดหนังกันเองทุกฉากและร้อยเรียงเรื่องไว้หมดแล้ว ก่อนที่จะชวน นิโคลัส โชเดอร์จ กับ อแลน แม็กเคย์ เข้ามาดูแลงานตัดต่อภาพรวมอีกครั้งจนเสร็จสิ้น โดย นิก ฟรานซิส น้องชายของมาร์กก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงนี้เช่นกัน ด้วยการเป็นผู้คอยตั้งคำถามยากๆ เพื่อช่วยให้เราคอยตรวจสอบส่วนต่างๆ ของหนัง ให้สามารถนำเสนอเรื่องราวและเจตนาได้อย่างที่ควรจะเป็น

การทำงานดนตรีประกอบกับ เยอร์เมน ฟรังโก ในแอลเอก็เป็นงานที่สนุกมาก เยอร์เมนเก่งกาจมากในการบันทึกเสียงและโปรดิวซ์ดนตรีและเพลงสวดในหมู่บ้านพลัม ซึ่งนี่ถือเป็นส่วนสำคัญมากของ Walk With Me เพราะเราตัดสินใจกันว่าจะใช้ความเงียบเป็นเสียงหลักของหนัง เราตัดต่อหนังกันโดยไม่มีเสียงประกอบอื่นใดนอกเหนือจากเสียงธรรมชาติที่บันทึกมาจากสถานที่จริง เสร็จแล้ว แอนนา แบร์ทมาร์ค ซาวด์ดีไซเนอร์ของเราจึงเข้ามาช่วยขยายเสียง “ธรรมชาติ” เหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นโลกของเสียงที่เป็นหัวใจของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้

ผมอยากเชื้อเชิญผู้ชมให้ลองสัมผัส ดื่มด่ำ และภาวนาไปกับห้วงเวลาแห่งปัจจุบันขณะที่ Walk With Me มอบให้ โดยไม่ต้องนำประสบการณ์เดิมหรืออคติเข้ามาตัดสินบุคคลหรือประเด็นใดๆ …ถึงที่สุดหากคุณสามารถรับรู้ความสงบและความสุขจากหนังเรื่องนี้ได้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ผมรู้สึกยินดีได้ยิ่งกว่านี้อีกแล้ว”

 

RELATED POSTS

WALK WITH ME

ซึมซับประสบการณ์ภาพยนตร์แสนพิเศษ ของการอยู่ “ที่นี่” และ “ขณะนี้” ผ่านการก้าวเดินไปพร้อมเหล่านักบวชและหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์

0 comments
Share this :
« SEED: THE UNTOLD STORY
คนธรรมดาผู้กล้าทำข่าวเสี่ยงตาย…หัวใจพวกพี่ทำด้วยอะไร?! »