“ความสับสนในหัวใจ” ของเคียวโกะ มิยาเกะ ผู้กำกับ Tokyo Idols 29/08/2017 – Posted in: Articles – Tags: ,

“ฉันอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นกระจกเงา อาจเป็นกระจกที่บางคนส่องแล้วชอบใจ บางคนส่องแล้วไม่พอใจ บางคนส่องแล้วอึดอัดใจ ไม่ว่าอย่างไรถ้ามันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงและทะเลาะกันได้ ก็ไม่มีอะไรที่ฉันในฐานะคนทำหนังจะมีความสุขมากไปกว่านี้แล้ว”

 

(เคียวโกะ มิยาเกะ เกิดที่ญี่ปุ่น จบการศึกษาสาขาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว แล้วย้ายไปอยู่อังกฤษเพื่อศึกษาต่อที่อ็อกซ์ฟอร์ด หนังเรื่องแรกของเธอคือ My Atomic Aunt ปี 2013 ซึ่งได้ทุนจากสถาบันซันแดนซ์ ส่วนหนังสร้างชื่อของเธอคือ Brakeless ปีถัดมา ซึ่งสำรวจความรู้สึกและปรากฏการณ์ในสังคมญี่ปุ่นที่ปลูกฝังให้ผู้คนเคร่งครัดในหน้าที่การงาน จนนำมาสู่โศกนาฏกรรมสยองเมื่อรถไฟฟ้าพุ่งชนสถานีเนื่องจากคนขับพยายามทำเวลาตามกฎ หนังคว้ารางวัลพีบอดีอวอร์ด นอกจากนั้นเธอยังทำหนังสั้นว่าด้วยความสัมพันธ์กับแม่และลูกน้อยที่เติบโตมาในต่างดินแดนและวัฒนธรรม เรื่อง Hackney Lullabies ซึ่งชนะรางวัล Berlin Today Award จากเทศกาลหนังเบอร์ลินปี 2011)

คุณเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่ประเทศอื่น แล้วคิดอย่างไรถึงกลับมาสนใจเรื่องราวของไอดอลในญี่ปุ่น

การเป็นผู้หญิงที่โตมาในสังคมญี่ปุ่นถือเป็นประสบการณ์ที่สับสนงงงวยมากนะสำหรับฉัน เพราะสังคมสอนเรามาตั้งแต่เด็กว่าต้องทำตัวน่ารักใสซื่ออยู่เสมอจึงจะได้รับการยอมรับจากผู้ชายและถึงจะนับว่าเป็นผู้หญิงที่มีคุณค่า ฉันมีคำถามกับอะไรแบบนี้มาตลอดจนอายุ 26 ปีก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน แต่ระหว่างการกลับมาเยี่ยมบ้านหนนึง ฉันได้ยินเรื่องของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ไอดอล” ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกถึงความอึดอัดของการเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นขึ้นมาอีก ก็เลยตัดสินใจทำหนังเพื่อสำรวจมัน

อย่างไรก็ดี เมื่อลงมือทำ ฉันก็เริ่มพบว่าเรื่องราวนี้มีแง่มุมที่ลึกลงไปกว่าแค่เรื่องการเป็นหญิงเป็นชายในสังคมไฮเปอร์โมเดิร์นเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของความสัมพันธ์ที่ห่างเหินและเชื่อมต่อกันไม่ได้ของทั้งสองเพศในปัจจุบัน รวมถึงสภาพการณ์ของสังคมญี่ปุ่นที่เหมือนถูกแช่แข็งอยู่กับ “การหวนรำลึกถึงอดีตอันงดงาม” เมื่อครั้งที่ผู้หญิงถูกวางไว้เป็นแค่สมบัติของผู้ชายและผู้ชายต้องทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหน้าคอยหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งในระดับหนึ่งมันกลายเป็นการสร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ชายญี่ปุ่นทุกวันนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกสังคมกีดกัน และถูกท้าทายให้ต้องตรวจสอบความหมายของ “ความสุข” กับ “ความสำเร็จ” อยู่ตลอดเวลา

 

นี่คือเหตุผลที่คุณหันมาเล่าเรื่องของแฟนๆ ด้วยใช่ไหม จากความตั้งใจแรกที่จะเล่าเรื่องไอดอลเป็นหลัก

ใช่ค่ะ ตอนที่เราเริ่มไปตามแฟนๆ นั้น บางคนก็ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเรา เขาตอบกลับมายิ้มๆ ว่า “อ่อ จะทำหนังที่ตีแผ่ว่าผู้ชายญี่ปุ่นห่วยแตกไร้ค่าใช่ปะล่ะ” ซึ่งอารมณ์ขันแบบจิกกัดแดกดันตัวเองลักษณะนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาก็พูดกันในกลุ่มเขาเองตลอดเวลาเลย มันทำให้อคติที่ฉันพกติดตัวเข้าไปหาพวกเขาลดลงทันที เกิดความรู้สึกเป็นเพื่อนขึ้นมาแทน และความแปลกแยกก็ยังหายไปหลังจากเราได้ร่วมอยู่ในคอนเสิร์ตกับพวกเขาสองสามครั้งและได้เห็นว่า นี่ไม่ใช่การรวมตัวของคนเพี้ยนคนเมา แต่เป็นกลุ่มก้อนที่มีการจัดการอย่างมีวินัยสูงมาก มีกฎเกณฑ์ที่ยึดถือปฏิบัติตามกันอย่างจริงจัง

แต่ก็มีเหมือนกัน ที่ผู้ชายบางคนซึ่งมีบุคลิก “ทรงอำนาจ” มากกว่าจะรู้สึกไม่เป็นมิตรกับเรานัก มีผู้บริหารสถานีทีวีคนหนึ่งซึ่งประกาศตัวเป็นแฟนไอดอล บอกฉันว่าฉันหลงประเด็นแล้วล่ะที่เห็นว่าวัฒนธรรมนี้เป็นการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศ เขาตอบว่า ไอดอลเป็นวัฒนธรรมที่เชิดชูความเป็นขบถของผู้หญิงและสร้างพลังอำนาจให้ผู้หญิงต่างหาก ตอนแรกที่ได้ยินฉันโกรธมากเลย เพราะนี่แหละวิธีอธิบายเข้าข้างตัวเองของผู้ชายญี่ปุ่นล่ะ!

อย่างไรก็ตาม ฉันปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นก็เป็นความจริง แม้ฉันจะยังมีคำถามว่าแล้วทำไมการเชิดชูพลังของผู้หญิงญี่ปุ่นจึงต้องสงวนไว้เฉพาะกับชั่วขณะที่เธอยังเป็นสาวน้อยอยู่เท่านั้น ทว่าขณะเดียวกันเราก็อยากให้หนังเรื่องนี้เข้าไปเฉลิมฉลองและโอบกอดผู้หญิงอย่างริโอะด้วย เธอเป็นตัวอย่างของเด็กสาวผู้กำลังต่อสู้และเรียนรู้การบริหารจัดการอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตัวเองอย่างเต็มที่

 

คุณรักษาสถานะของการเป็นผู้สังเกตการณ์โดยไม่ตัดสินใจสิ่งที่เห็นได้อย่างไร เพราะถ้ามองจากสายตาคนนอกแล้ว มันปฏิเสธได้ยากนะว่าคนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่า วัฒนธรรมนี้แปลกประหลาด

ในฐานะผู้หญิง ฉันรู้สึกไม่ดีหรอกค่ะตอนเห็นแม่ๆ ของไอดอลผลักดันลูกเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุน้อย แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรมดา ฉันก็เข้าใจว่าพวกเธอรู้ดีจากประสบการณ์ตรงว่าผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นมีช่วงเวลาใช้ประโยชน์จากตัวเองในระยะที่สั้นมาก ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่าฉันไม่เห็นด้วยกับแม่เหล่านี้ แต่เป็นพวกเธอต่างหากที่อยู่กับความเป็นจริงนั้น ส่วนฉันเป็นแค่คนนอก ฉันอาจจะสงสัย แต่ฉันเป็นใครกันล่ะถึงมีสิทธิจะไปตัดสินพวกเธอ?

กับเรื่องของแฟนๆ ก็เหมือนกัน ฉันเข้าไปถ่ายทำพวกเขาพร้อมอคติเต็มที่ และแม้เมื่อหนังจบแล้วฉันจะพูดไม่ได้หรอกว่ายอมรับ แต่ฉันมีความเข้าใจพวกเขาขึ้นมาก ดังนั้นในที่สุดแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ต้องการทำตัวเป็นผู้พิพากษา ในฐานะของผู้สังเกตการณ์แล้วเราอาจจะมีหลากหลายความรู้สึกปนเปไปมา แต่ในฐานะของคนทำหนัง เป้าหมายสูงสุดของฉันคือ ทำให้คนดูเข้าใจพวกเขาและเข้าถึงความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

 

 

ที่สำคัญที่สุด ต่อให้คุณเป็นผู้ชมทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมไอดอลญี่ปุ่นเลย หรือรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ประหลาดเหลือเกิน ฉันก็หวังว่าคุณจะรู้สึกคุ้นเคยกับมันขึ้นมาจนได้เมื่อดูจนจบ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุทางเพศ, การพิพากษาความหมายของการเป็นเพศ, การครอบงำคนด้วยอดีตงดงาม ฯลฯ ล้วนมีอยู่ในทุกที่ มันอาจจะดูสุดโต่งในญี่ปุ่น แต่ก็พบได้ในแทบทุกสังคม ฉันอยากให้หนังทำหน้าที่เป็นกระจกเงา อาจเป็นกระจกที่บางคนส่องแล้วชอบใจ บางคนส่องแล้วไม่พอใจ บางคนส่องแล้วอึดอัดใจ ไม่ว่าอย่างไรถ้ามันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยน ถกเถียง และวิวาทะกันได้ ก็ไม่มีอะไรที่ฉันในฐานะคนทำหนังจะมีความสุขมากไปกว่านี้แล้วล่ะ!