The Act of Killing : จำแลงฆาตกรรมโดยโจชัว ออพเพนไฮเมอร์ 27/10/2016 – Posted in: Articles – Tags: , , , ,

เมื่อเราเรียกใครว่าคนชั่ว
แปลว่าเราบอกตัวเองให้เชื่อว่าตัวเราเป็นคนดี เราสูงส่งกว่าคนอื่น
ซึ่งโชคร้าย…ความคิดประเภทนี้แหละ
ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวมากมายในอดีต

 

เรื่องมันเริ่มตรงที่…

“ผมเริ่มพัฒนาหนังเรื่องนี้ในปี 2005” โจชัว ออพเพนไฮเมอร์ ผู้กำกับหนุ่ม เล่าถึงจุดกำเนิดของหนังสารคดีช็อคโลกระดับมาสเตอร์พีซเรื่อง The Act of Killing “แต่ผมตามถ่ายเหล่าผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กวาดล้างคอมมิวนิสต์ช่วงปี 1965-66 มาก่อนแล้ว 3 ปี โดยเราเจออุปสรรคนับหนไม่ถ้วน เช่น ตอนถ่ายฉากอดีตนักโทษการเมืองร้องเพลงชวาว่าด้วยชีวิตในค่ายกักกัน (ซึ่งพวกเขาถูกบังคับเป็นแรงงานในสวนคนอังกฤษ และทุกคืนจะมีเพื่อนถูกส่งตัวไปให้หน่วยล่าสังหารฆ่าทิ้ง) ก็มีตำรวจเข้ามาขู่จะจับเรา, มีผู้จัดการสวนลอนดอน-สุมาตราเข้ามาขัดจังหวะการถ่ายทำแล้วบอกว่า ขอ “เชิญ” เราไปสำนักงานใหญ่, ผู้ใหญ่บ้านเคยพาทหารมาห้ามไม่ให้เราถ่ายเพราะไม่ได้รับอนุญาต และก็เคยมีคนจาก “หน่วยงานเอ็นจีโอด้านการฟื้นฟูจิตใจเหยื่อจากเหตุการณ์ปี 1965-66” บุกมาประกาศว่า “นี่เป็นเขตเรา ชาวบ้านจ้างเรามาคุ้มกัน” (ซึ่งเมื่อเราไปออฟฟิศเอ็นจีโอที่ว่านั้นก็พบว่าที่แท้หัวหน้าพวกเขาเคยเป็นหัวหน้าแก๊งนักฆ่ามาก่อน ส่วนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานก็เป็นสายลับของกองทัพทั้งนั้น)

“ในสภาพแบบนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่ความปลอดภัยของตัวเรา แต่คือความปลอดภัยของเหล่าผู้รอดชีวิต ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่กล้าและไม่สามารถตอบคำถามของเราเกี่ยวกับฆาตกรที่อยู่รอบตัวพวกเขาได้

“….แต่ตรงกันข้าม เหล่าฆาตกรไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขาอยากช่วยเราด้วยอาการยิ่งกว่าเต็มใจ ไม่เคยมีใครต่อต้านเมื่อเราไปถ่ายพวกเขาคุยโม้โอ้อวดถึงอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เคยก่อ เราไม่เคยเจออุปสรรค ประตูทุกบานเปิดต้อนรับ ตำรวจท้องถิ่นถึงกับเสนอตัวพาเราไปเยี่ยมเยือนจุดสังหารหมู่ พวกเขายกย่องสนิทสนมเล่นหัวกับเหล่าฆาตกร ส่วนกองทัพก็ส่งคนมายืนสังเกตการณ์แค่ไกลๆ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อไม่ให้รบกวนการถ่ายทำของเรา

“สถานการณ์ประหลาดล้ำแบบนี้เองคืออีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของผมในการทำ The Act of Killing โดยคำถามที่มีในใจตลอดเวลาก็คือ มันเป็นอย่างไรกัน? ไอ้การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองซึ่งผู้มีอำนาจล้วนเคยเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ และปัจจุบันก็ยังสามารถโอ้อวดถึงมันอย่างเปิดเผยพร้อมๆ กับกดขี่ให้เหล่าผู้รอดชีวิตต้องเป็นฝ่ายปิดปากเงียบ?”

ความหวังและความชิงชัง

เพราะความที่ The Act of Killing เชื้อเชิญเหล่า “นักฆ่า” มาจำลองเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1965-66 ให้เราได้เห็นผ่านการแสดงเป็นหนัง จึงทำให้ออพเพนไฮเมอร์ ต้องคลุกคลีกับ อันวาร์ คองโก หัวหน้าทีมนักฆ่าอย่างใกล้ชิดและเลี่ยงไม่ได้ที่จะ “อิน” ไปในโลกของเขา …จะไม่ให้อินได้ยังไงในเมื่อบุคคลซึ่งเคยเชือดคอคนมานับไม่ถ้วนคนนี้คอยชงชาให้เขาดื่ม, เปิดเพลงคลิฟฟ์ ริชาร์ดให้เขาฟัง และใช้เวลาว่างกับการสอนหลานๆ ให้ดูแลลูกเป็ดน้อยบาดเจ็บ!

และก็เป็นความขัดแย้งระหว่างการเปิดเปลือยโฉมหน้าฆาตกร กับการได้เห็นชีวิตในฐานะปุถุชนของคนเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ The Act of Killing กลายเป็นหนังอื้อฉาวที่ทำให้คนดูทั้งช็อคและวางตัวไม่ถูก ออพเพนไฮเมอร์อธิบายความคิดเบื้องหลังท่าทีอันแสนซับซ้อนของหนังว่า “ถ้าเรายังมีความหวังกันว่า การได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตเกิดขึ้นได้อย่างไร จะช่วยให้เราหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้ เราก็ต้องกำจัดแฟนตาซีในใจเราให้ได้เสียก่อน -แฟนตาซีที่ว่าโลกนี้มี ‘ปิศาจ’ ซึ่งมีวิธีจัดการอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องลงโทษมัน จับมันไปขัง แล้วฆ่ามันซะ

“เมื่อเราเรียกใครว่าคนชั่ว แปลว่าเราบอกตัวเองให้เชื่อว่าตัวเราเป็นคนดี เราสูงส่งกว่าคนอื่น ซึ่งโชคร้าย…ความคิดประเภทนี้แหละที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวมากมายในอดีตที่หนังเราเล่าถึง”

หลังหนังปิดกล้องไปแล้ว ออพเพนไฮเมอร์ยังติดต่อพูดคุยกับอดีตนักฆ่ารายนี้ทางสไกป์อยู่สม่ำเสมอ “ผมห่วงเขานะ คงยากจะเรียกความสัมพันธ์ของเราว่ามิตรภาพได้ ผมพยายามเปิดโปงผู้กระทำผิดซึ่งยังลอยนวล แต่ขณะเดียวกันอันวาร์ก็พยายามวิ่งหนีจากความเจ็บปวดด้วยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในรูปแบบ ‘ความทรงจำทางภาพยนตร์’ ขึ้นคลุมบาดแผลของเขา …คงพูดไม่ได้หรอกครับว่าผมชอบเขา แต่ผมพยายามจะมีความรักให้เขาในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง”

 

 

RELATED POSTS

 

THE ACT OF KILLING

เมื่อแก๊งล่าสังหารคอมมิวนิวนิสต์ถูกชักชวนให้กลับมาจำลอง “วีรกรรม” ในอดีตในรูปแบบของ “หนัง”!

About the author: doc club

No other information about this author.