“เท่าที่เราจะเล่าในหนัง” : คุยกับจิราพร แซ่ลี้ ผู้กำกับสารคดีสั้น “ตลาดน้อย story” Posted in: Articles – Tags: , , , ,

“ทุกวันเหมือนเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ทุกโมเมนต์มันกลายเป็นซีนหนังที่ดีได้ เราปะทะกับความจริงสองโลก ตั้งแต่ตอนตัดก็เป็นจริง บางซีนตัดหนังไปร้องไห้ลงมาบ้านก็เจออาม่าเหมือนปกติ แต่ความรู้สึกมันเป็นประสบการณ์แปลกประหลาดนะ พอผ่านมาได้ทุกอย่างก็เป็นปกติโลกบ้านเราก็หมุนเหมือนเดิม”

เรื่องหนึ่งที่เรารู้ดีแต่กลับพูดถึงน้อยครั้ง คือทุกความสัมพันธ์มักมีความเจ็บปวดเป็นส่วนประกอบ ซึ่งความเจ็บปวดเหล่านั้นมักแทรกซึมอยู่ในความทรงจำ

จิราพร แซ่ลี้ หรือที่เพื่อนหลายคนเรียกว่า ‘ลี้’ เป็นนักเรียนฟิล์มที่เลือกทำ ‘หนังตัวเอง’ เป็นธีสิสจบ  หนังตัวเองในที่นี้ไม่ใช่การจำลองชีวิตของเธอแบบหนังอัตชีวประวัติที่มีตัวแสดงแทน แต่เป็นหนังสารคดีเรื่อง ตลาดน้อย story’ ที่ว่าด้วยชีวิตของเธอและสมาชิกครอบครัวที่ดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนย่านตลาดน้อย ที่สำคัญหนังสารคดีเรื่องนี้เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศรางวัลดุ๊ก จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ที่จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย

เราตั้งความสงสัยไว้แรกพบ ทำไมนักศึกษาสาวตัวเล็ก แว่นหนาถึงตัดสินใจทำหนังเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง แทนที่จะเป็นหนังวัยรุ่นหรือหนังตามท้องตลาดทั่วไป

 

“ถ้าให้เราพูดเรื่องอื่น ทำหนังเรื่องอื่น ตัวเราที่โดนเลี้ยงมาแบบนี้มันทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเรื่องนี้ก่อน ฟังดูเศร้า—ก็เศร้าจริงนะ วัตถุประสงค์ของหนังนี้อาจไม่ได้ถูกขีดเส้นตั้งไว้แต่แรก แต่ตลอดทางที่ทำเราต้องตอบคำถามตัวเองมากมายว่า ทำไมเราต้องหมกมุ่นกับเรื่องครอบครัวมากขนาดนี้ เรากำลังมีปัญหาอะไร เรารู้สึกอะไรอยู่เราถึงต้องทำเรื่องครอบครัวตัวเอง ฯลฯ อาจฟังดูเว่อร์แต่สำหรับเรามันจริงนะ เราโตมาแบบนี้ครอบครัวผูกเราไว้หนักมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ ‘รู้สึก’ กับครอบครัวตัวเองมาก มันเข้มข้นมากเลย”

ถึงแม้หนังของลี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามที่อยู่ภายในใจของเจ้าตัว แต่เนื้อเรื่องและกลวิธีเล่าเรื่องใน ตลาดน้อย story กลับแตกต่างจากสารคดีเล่าชีวประวัติทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

ข้อแตกต่างอันชัดเจนประการแรกคือการใช้ ‘ความเรียง’ มาประกอบในแต่ละฉาก ซึ่งข้อความต่างๆ เล่านั้นมีทั้งการเล่าเรื่องราวในอดีต และความรู้สึกของตัวผู้กำกับเอง

“เราได้แรงบันดาลใจเป็นหนังสือ ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ เป็นอภิมหาเรื่องราวและอัจฉริยะการเล่าเรื่องที่เราเทียบไม่ได้เลย แต่เป็นแรงบันดาลใจมากๆ โดยส่วนตัวเราเป็นทาสงานวรรณกรรมอยู่แล้ว เราอยากเล่าเรื่องให้ครบ ‘ทั้งหมด’ แบบนี้ แล้วให้ตัวหนังสือมันเป็นเสียงของเราล้วนๆ เป็นเสียงที่อยู่ในใจ

เราแค่อยากเล่าเรื่อง อยากเล่าทั้งหมด เล่าทุกคน เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น พยายามนึกแล้วก็เล่า…ทุกเรื่องทุกรายละเอียดที่เราจำได้ จริงๆ ไม่ได้สนวิธีการเล่า เราแค่อยากเล่าให้ได้มากที่สุด เพราะมันมีเยอะ มันกินเวลานาน มีหลายคน ขนาดใช้ตัวหนังสือ จริงๆ แล้วยังไม่เทียบเท่าเรื่องที่เกิดขึ้นเลย”

สมาชิกในครอบครัวลี้

จุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของ ตลาดน้อย story คือการใช้ความเป็นโฮมวิดีโอแทนที่จะเป็นภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ หากเรามองว่า หนึ่งฉากของภาพยนตร์นั้นประกอบด้วยตัวละครที่กำลังเล่นบทต่างๆ ไปตามท้องเรื่องตามหน้าที่และเรื่องราวที่ถูกกำกับไว้เบื้องหลัง หนึ่งฉากของโฮมวิดีโอก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ตัวละครที่ถ่ายแม้จะเป็นคนรู้จักแต่ก็ไม่อาจคาดเดาว่าเขาจะทำอะไรต่อ กล้องกำลังหันไปจับภาพสมาชิกครอบครัวที่อยู่ตรงหน้า ไม่มีผู้กำกับคนใดรู้ว่าบทต่อไปตัวแสดง(ที่ไม่ได้เล่นละคร)ของเขากำลังจะพูดอะไรออกไป ไม่มีใครกำกับเขาเหมือนที่ผู้กำกับทำกับนักแสดง

ญาติของลี้เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ก่อนที่ลี้จะทำหนังเรื่องนี้ ลี้ขอคลิปวิดีโอจากญาติๆ ไม่มีใครรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นแบบไหน พอเราลองถามว่าลี้มีวิธีคัดฟุตเทจอย่างไร แทนที่เราจะได้คำตอบง่ายอย่างที่นึก แต่สิ่งที่ลี้ตอบกลับไม่ง่ายดายเช่นที่เราได้นึกเลย

“ฟุตเทจทั้งหมดเราไม่ได้คิดตั้งแต่แรกว่าจะเอามาใช้ทำหนังเรื่องนี้ บางฟุตถ่ายเพื่อทำหนังในวิชาเรียนเมื่อสองปีที่แล้ว แล้วก็อื่นๆ เพราะว่าเราเรียนหนังเราก็เริ่มมองเห็นว่ามันเป็น scene ที่ดีเลยถ่ายเก็บไว้

ตอน found footage มันเยอะแยะแล้วก็สะเปะสะปะไม่เป็นประเด็นเดียวกันเลย แต่พอเราลองคัดเอามาเรียงตามวันที่ เรากลับพบว่า เฮ้ย มันดูธรรมด๊าธรรมดาก็จริง แต่มันเล่าอะไรบางอย่างได้นะ แล้วสำหรับเรามันมหัศจรรย์มากที่เป็นคนในครอบครัว คือการเห็นน้องเราเกิดและโตไปพร้อมๆ กับอาม่า กับคนอื่นในครอบครัว และวิ่งไปพร้อมๆ กับเวลา

“ตอนเลือกก็ยากมาก จะเลือกอันไหนไม่เลือกอันไหน มันไม่อยากตัดอะไรออก แต่สุดท้ายมันก็ต้องตัด ดังนั้นทั้งหมดที่ปรากฏในหนังคือภาพที่เราชอบมาก อยากให้ดูและภาพนั้นเล่าอะไรบางอย่างได้ลึกลงไป บางภาพสำหรับคนอื่นมันอาจไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับเรามันมี อืม…นี่แหละปัญหาของการทำหนังส่วนตัว”

ทั้งๆ ที่เป็นหนังสารคดีที่มีความเป็นส่วนตัวอยู่มากแต่ลี้ก็ตัดสินใจนำหนังเรื่องนี้เข้าประกวดในโปรแกรมรางวัลดุ๊กกับทาง Thai short film เพราะเป็นนโยบายของภาควิชาที่เจตนาให้มูลนิธิช่วยเก็บหนังไว้

“พอได้รางวัลก็ยิ่งดีใจอีกแบบเซอไพรส์ เพราะมันหักลบกับความคิดก่อนหน้าว่าหนังมันส่วนตัวมากๆ มันจะมีคุณค่าระดับสากลไหมแต่ก็อืมอย่างน้อยมันน่าจะมีคุณค่าอะไรบางอย่างนะ พองี้ก็เลยเริ่มเปิดใจให้กับการฉายมากขึ้น เพราะตอนฉายครั้งแรกที่งานฉายหนังธีสิสเราเคยได้คอมเมนต์ลบเยอะ เราก็น้อยใจเลยมาคุยกับครู ครูบอกว่า การทำหนังไม่ว่าเรื่องไหนก็ตามมันมีจุดประสงค์ของมัน เราจำแล้วเก็บมาคิดว่าเราก็มีจุดประสงค์การทำหนังของเราเหมือนกันเลยออกมาแบบที่เป็นอยู่”

แม้ ‘ตลาดน้อย story’ จะเป็นหนังสารคดีบันทึกความทรงจำและตัวตนของผู้กำกับ ทว่าหากพิจารณาให้ดีแล้วนอกเหนือจากความเป็นหนังส่วนตัวเนื้อในของ ตลาดน้อย story ก็สะท้อนวิถีชีวิตของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจนไม่อำพราง ทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และภาษา ผ่านความเป็นภาพยนตร์ได้อย่างละมุนละไมและสวยงาม

 

Share this :
« ทำหนังหมูๆ แบบไม่หมูกับ ‘ก้องภพ ชัยรัตนางค์กูล’
Documentary : ความหมาย ความจริง ความลวง และสถานภาพ »