สนทนากับเบสต์-วรรจธนภูมิ และการบันทึกประวัติศาสตร์ความทรงจำแห่ง ‘นิรันดร์ราตรี’ 10/08/2017 – Posted in: Articles – Tags: ,

“มันเป็นความรู้สึกของเราที่มีต่อทุกสิ่ง เราก็ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นแบบนั้นละ แต่อย่างน้อยที่สุดเราควรจะเก็บไว้ เพราะประวัติศาสตร์ความทรงจำนั้นสำคัญต่อการเจริญเติบโตของคนไปสู่อนาคต …’นิรันดร์ราตรี’ ก็เหมือนกับฝันไปตลอดกาล เพราะภาพยนตร์คือความฝัน”

หลายคนอาจคุ้นเคยหรือผ่านตาผลงานภาพยนตร์ขนาดสั้นและงานมัลติมีเดียของ เบสต์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Eyedropper Fill แต่ในวันนี้ เราจะได้รู้จักเบสต์อีกครั้งในฐานะผู้กำกับ ‘นิรันดร์ราตรี’ หรือ Phantom of Illumination ภาพยนตร์สารคดีบันทึกเรื่องราวของคน อาชีพ สถานที่ที่ใครหลายคนในปัจจุบันอาจมองข้าม

‘นิรันดร์ราตรี’ เป็นโปรเจ็กต์สารคดีส่วนตัวที่เบสต์เวลาถ่ายทำ 4-5 ปี  ทั้งจดบันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ ฤทธิ์ คนฉายหนังของโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน  (Stand alone) แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนโรงภาพยนตร์ปิดตัวลง จนไปถึงชีวิตของฤทธิ์หลังจากนั้น (*โรงภาพยนตร์สแตนด์อโลน คือ สถานที่เฉพาะที่สร้างขึ้นมาเพื่อฉายภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว และหารายได้จากการฉายหนังเป็นหลัก หากจินตนาการไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ให้นึกถึงโรงภาพยนตร์สกาลา ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในสยาม)

เรามีโอกาสจับเข่าคุยกับเบสต์ว่า ทำไมจึงสนใจอยากทำสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก ๆ ในมหานครแห่งนี้

 

ภาพจากเพจ facebook : นิรันดร์ราตรี / Phantom of Illumination


 

แรงบันดาลใจ ความฝัน และความทรงจำวัยเด็ก

เริ่มแรกผู้กำกับหนุ่มจาก Eyedropper Fill ตั้งใจจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังสั้นทดลอง เรื่องราวความรักระหว่างพ่อกับแม่โดยมีโรงภาพยนตร์เป็นโลเคชัน กระทั่งเมื่อเขาออกไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและได้พบฤทธิ์ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนมานำเสนอเรื่องราวของพนักงานโรงหนังคนนี้แทน

มาถึงจุดนี้หลายคนอาจจะขมวดคิ้วสงสัยว่า ในประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคนโดยประมาณ เพราะเหตุใดเบสต์จึงเลือกฤทธิ์เป็นตัวเอก แม้แต่ครอบครัวของฤทธิ์เองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมต้องมาทำเรื่องของเขาด้วย ในเมื่อชีวิตเขาไม่เห็นจะมีความน่าสนใจ” แต่เบสต์ยืนยันว่า ชีวิตของฤทธิ์นั้นน่าสนใจ ส่วนหนึ่งเพราะประสบการณ์และชั่วโมงบินของฤทธิ์ในฐานะพนักงานโรงหนังที่มากกว่าคนอื่น ๆ บวกกับเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการเมือง พุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดการทำงานของจิต เพราะฤทธิ์ชอบอ่านหนังสือ ‘how the mind work’ ซึ่งล้วนเป็นความสนใจในเรื่องเดียวกับเบสต์เช่นกัน (ประเด็นเหล่านี้สะท้อนอยู่ในงานหนังสั้นของเขาเรื่อง ‘ผู้เฝ้ามองรัตติกาล’ หรือ Passing through the Night ปี 2011 ซึ่งเล่าเรื่องการเดินทางสำรวจภายในจิตใจ และความฝันของแม่เขาเอง)

“ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วล่ะ” เบสต์เล่า “ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านรับธรรมะจีนมา อันนี้ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ แม่เราจะพาเราไป เป็นห้องแถวเล็ก ๆ แล้วก็รับธรรมะ แล้วจะมีพิธีกรรมตลอด บ้านเราค่อนข้างมีความเชื่อเรื่องพวกนี้ นั่งสมาธิ เกี่ยวเนื่องกับจิต มีเรื่องอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ มันทำให้เราโตมาโดยชอบเรื่องอะไรพวกนี้และมันก็เป็นส่วนผสมสำคัญของตัวเราในตอนนี้ หมายถึงไม่ว่าเรื่องไหน เราก็จะสนใจ theme ของความฝัน ความทรงจำ จิตใต้สำนึก เพราะเรื่องนี้คนดูเหมือนว่าไม่สำคัญน่ะ แต่จริง ๆ แล้วสำคัญกับมนุษย์มาก …ความฝัน หรือจิตใต้สำนึกที่พูดถึงมีส่วนสำคัญต่อบุคลิกของคน การดำรงชีวิตของคน เป็น ground บางอย่างที่คนไม่ค่อยได้พูดถึงเท่าไหร่”

 

ภาพจากเพจ facebook : นิรันดร์ราตรี / Phantom of Illumination


 
เราหวนนึกถึงอีกหนึ่งงานหนังสั้นจากฝีมือผู้กำกับคนนี้อย่าง ‘ยามเมื่อแสงดับลา’ หรือ ‘Lucid Reminiscence’ (2014) ที่เล่าเรื่องราวของโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนเช่นกัน ทำไม ‘นิรันดร์ราตรี’ และ ‘ยามเมื่อแสงดับลา’ ต้องเกี่ยวพันกับโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนนั้น ปัจจัยสำคัญยังคงมาจากประสบการณ์วัยเด็กของเขา

“ตอนเด็ก พ่อเราไปโรงหนังแบบนี้บ่อย แล้วเราไปกับเค้า เราจำ situation แบบ real situation ไม่ได้ แต่เราคุ้นเคย space ของความเก่า กลิ่นโรงหนัง มันเป็น element เล็ก ๆ ที่อยู่ในความทรงจำเรา และพอโตมา มีโรงหนังอยู่หลังออฟฟิศเราแล้วเราชอบไป เป็นคนโรคจิต ชอบไปที่ที่เป็นอย่างนี้ แล้วมีอยู่วันหนึ่งมันก็ปิดผนัง ถูกทุบ ตอนนั้นก็ร้องไห้เฉยเลย น้ำตาไหลหน้าโรงเลย เรารู้สึกว่า ทำไมพื้นที่แบบนี้มันไม่ถูกเก็บไว้”

“อาจเพราะตอนเด็ก ๆ พ่อเราทำอาชีพขายวัสดุก่อสร้าง แล้วเค้าจะพาเราไปไซต์งาน พาไปบ้าน หมู่บ้านจัดสรร พาไปตึก เราลูกคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่น เราก็เล่นกับพื้นที่เปล่า ๆ เหมือนยิงปืนอยู่คนเดียว เรารู้สึกว่าอันนี้มันน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่มากกว่าคนอื่น ๆ และพอพูดถึงโรงหนังก็เป็นอีก space หนึ่งที่เราคุ้นเคยตอนเด็ก ๆ”

 

ภาพจากเพจ facebook : นิรันดร์ราตรี / Phantom of Illumination


 

ความอยากเข้าใจคนตัวเล็ก ๆ ในมหานคร

เมื่อสารคดีพูดถึงการติดตามชีวิตพนักงานโรงหนัง บางคนอาจกำลังนึกถึง Dreamscape (2015) อีกหนึ่งหนังสั้นของเบสต์ที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะรู้และเข้าใจกลุ่มคนชายขอบในมหานครกรุงเทพฯ

“ตอนที่แม่ป่วย เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ถึงเศร้า ทำไมแม่ถึงเสียใจกับเรื่องนี้ ทำไมแม่ถึงดีใจกับเรื่องนี้ เราเองเป็นลูกคนเดียว เป็นที่พึ่งของเค้า ต้องพยายามเข้าใจเค้า ซึ่งเรามองว่าความรู้สึกแบบนี้เลยติดซึมมาจนถึงตอนโต การสังเกตคนของเราคือไม่ใช่แค่นั่งมองอย่างเดียว แต่หมายถึงว่าเราพยายามอยากคุยกับเค้าด้วย อยากรู้ว่าทำไมพวกเค้าถึงคิดอย่างนี้”

“เรารู้สึกว่า เราอยู่ในสังคมที่หลากหลาย ทุกคนมีความแตกต่างกันมาก ๆ เพราะเกิดมาคนละ background แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็เหมือนกัน เช่น เราก็อาจจะเศร้าเรื่องเหมือนกันกับคุณก็ได้ ซึ่งเรารู้สึกว่า การได้รู้จักคนเยอะ ๆ เข้าใจคนเยอะ ๆ เป็นเรื่องสำคัญ คงเพราะหนึ่ง-เราเติบโตมาแบบนั้น แบบที่ต้องเข้าใจแม่ และสอง-เรามองว่า มันก็ดีกับตอนที่เราทำงาน เพราะงานเราต้องสื่อสารกับคนตลอด”

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับสารคดี และตัวละครหลัก

เบื้องหลังการถ่ายทำสารคดีนั้น บางครั้งก็ราบเรียบ แต่บางครั้งก็เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะมันไม่ใช่เพียงการไปตามถ่ายคน สัมภาษณ์ หรือเก็บเกี่ยวเรื่องที่เราสนใจเพื่อมาตัดต่อและถ่ายทอดแล้วจบ แต่การทำสารคดียังเปิดโอกาสให้เราได้คลุกคลี แบ่งปันความรู้สึก และเข้าไปเห็นชีวิตจริงของคนที่เราตามถ่ายทำอย่างถึงแก่นจนเกิดเป็นมิตรภาพ

ช่วงเวลา 3 ปีที่ติดตามชีวิตของฤทธิ์ ทำให้เบสต์ได้รู้จักและเข้าใจฤทธิ์ในหลายแง่มุม จนความสัมพันธ์พัฒนาไปมากกว่าแค่ผู้กำกับ-ตัวเอกในสารคดี (Subject) แต่เป็นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การเข้าหาด้วยความจริงใจนี้ทำให้บางฉากของสารคดีสามารถเข้าถึงภาพบางภาพที่เป็นส่วนตัวมาก ๆ

“เรามองว่า เราไม่ได้ไปเพื่อที่จะไปถ่ายเค้าอย่างเดียว ถ้าเราอยากทำหนังเรื่องนี้ให้เสร็จจังเลย อยากถ่ายๆ ไปเอาอะไรจากเค้าเยอะๆ เราว่ามันจะไม่ได้ห้วงโมเมนต์บางอย่างที่เกิดขึ้นในหนัง คือถ้าได้ดูก็จะเห็นว่ามันส่วนตัวมาก ไปถ่ายช็อตนี้ได้ไง มีเหมือนกัน หลายครั้งคือเราไปแล้วไม่ได้ถ่าย แต่เป็นการไปนั่งคุยเหมือนเราไปเจอเพื่อน ซึ่งเราว่าความสัมพันธ์นั้นพอสร้างกันนานๆ เหมือนเราผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะ เช่น เค้าก็ปรึกษาเรื่องของเค้า เราปรึกษาเรื่องแฟนเก่าเรา คือคุยกันขั้นนั้นเลย เหมือนเป็นเพื่อน”

“จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันก็เหมือนเป็นบันทึกเรื่องส่วนตัวระหว่างเรากับเค้าด้วย พอเหมือนเป็นเพื่อนกัน จากการมีกำแพงกันเยอะๆ หลังๆ เค้าก็สลายลงไป แล้วก็เหมือนเป็น observe ชีวิตส่วนตัวเค้าในบางมุมที่เราว่าคนอาจจะไม่เคยเห็น”

เบสต์เผยว่า ความรู้สึกตอนเริ่มถ่ายทำจนถึงหลังเสร็จสิ้นนั้นแตกต่างกันออกไปในแง่ที่ดี เพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้มีเพียงตัวชิ้นงานเท่านั้น แต่เขายังได้รับมิตรภาพ

“ความสัมพันธ์หลังจากหนังจบ มัน develop ไปมากกว่านั้น ทุกวันนี้ยังคุยกับเมียเค้าอยู่เลย แบบแชท Facebook กัน ขนาดหลวงพี่บวชแล้วก็ยังแชทเฟซกับเรา ลูกกับเค้ามีปัญหากัน ลูกเค้าก็ทักมาหาเราในเฟซบุ๊ก แอดมา แล้วบอกว่าฝากดูแลแม่หนูด้วย มันกลายเป็นว่าจากสถานะของคนทำหนังสารคดีที่จะไปเอาอะไรจากเค้า สุดท้ายเรากลายมาเป็นเพื่อนกัน ซึ่งเราให้ค่าความสำคัญเรื่องนี้มากกว่าแค่ตัวชิ้นงานอย่างเดียวด้วยซ้ำ”

 

 

วาดสารคดีด้วยแสงและสี

ชาวสยามบางคนอาจได้เชยชม ‘นิรันดร์ราตรี’ ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และท่านผู้ชมที่รอรับชม สารคดีก็มีคิวฉายในโรงมหรสพไทยอีกครั้งในเดือนสิงหาคม แต่ก่อนหน้านั้น หนังได้ตระเวนฉายตามงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศมาแล้วและได้รับเสียงชื่นชมมากมาย

คำว่า ‘เศร้าและสวยงาม’ เป็นหนึ่งในคอมเมนต์สั้นๆ จากชาวต่างชาติ ซึ่งเบสต์กล่าวว่า เพราะหนังมีเรื่องของฤทธิ์ที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ความเสื่อมสลายของบางสิ่งบางอย่าง ขณะเดียวกัน มันก็เต็มไปด้วยความสวยงามที่มาจากเทคนิคการถ่ายทำ

เบสต์เพิ่มเติมว่า นี่อาจจะเป็น “สารคดีรสชาติใหม่” เพราะไม่ได้เน้นแต่คอนเทนต์หรือถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตบุคลากรโรงหนังสแตนด์อโลนเพียงอย่างเดียว แต่มีการทดลองใช้เครื่องมือและสื่อมัลติมีเดีย บวกกับเทคนิคถ่ายภาพเข้ามาร่วม ซึ่งการถ่ายภาพเป็นเสมือนภาษาที่สามารถสะท้อนตัวตนของฤทธิ์ผ่านสายตาของผู้กำกับในอีกรูปแบบหนึ่ง หากคนทั่วไปวาดรูปภาพคนผ่านดินสอ หรือพู่กัน เบสต์เลือกที่จะวาดตัวเอกในสารคดีด้วยกล้องผ่าน ‘แสงและสี’

“กล้องสามารถเป็นภาษา มันสามารถจะ capture ห้วงเวลา capture อากาศ capture ห้วงสภาวะของพื้นที่ที่ไม่มีใครอยู่ เราว่าเรามีสกิลแบบนั้น แล้วมันก็จะถูกถ่ายทอดผ่านหนังเรื่องนี้ คือ ปกติคนจะชอบมองกล้องเป็น tool สารคดีคือการถ่ายแอ็กชันของตัวละคร แต่สำหรับเรา หนังเรื่องนี้ไม่ได้เก็บแค่ตัวละคร แอ็กชัน หรือเรื่องอย่างเดียว  มันเก็บบรรยากาศบางอย่างด้วย insert บางอย่างที่เราว่ามันอาจจะสื่อสารทางด้านความรู้สึกเยอะ สื่อสารแสง ลม หรือ mood บางอย่างที่อาจจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูด้วย”

 

ภาพจากเพจ facebook : นิรันดร์ราตรี / Phantom of Illumination

 

ความหมายของราตรีนิรันดร

ชื่อ ‘นิรันดร์ราตรี’ อาจสามารถตีความได้หลากหลาย แต่เบสต์แบ่งปันแนวคิดว่า เป็นเสมือนการใช้ภาพยนตร์ หรือสื่อ ในการเก็บบันทึกบางอย่างให้เป็นนิรันดร์ และถ่ายทอดเรื่องราวสู่คนรุ่นหลัง

“มันไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่ระดับชาติอะไรขนาดนั้นหรอก แต่เรามองว่า ไอ้เนี่ยล่ะสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์ระดับชาติ ระดับใหญ่ อาจจะมีคนจัดเก็บบันทึกไว้แล้ว แต่เรื่องราวแบบนี้… คือเราอาจจะเรียกว่า ในยุคหนึ่งมันเฟื่องฟูนะอาชีพคนทำงานแบบนี้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องตกยุค และเราสังเกตว่าในไทยมีหลายอย่างที่ตกยุคแล้วก็ไม่ถูกเล่า พอจะไปค้นบางทีมันไม่มี เราก็เลยอยากเก็บบันทึกไว้ด้วยว่าในยุคหนึ่งมันมีแบบนี้ โดยที่เราในฐานะคนทำหนังอยากจะใช้หนังเป็นตัวเล่าเรื่องด้วย เพราะหนังมันคือการถ่ายและบันทึก”

อย่างไรก็ดี พร้อมๆ กับที่ต้องการบันทึกประวัติศาสตร์ เบสต์อธิบายเสริมว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แม้จะรู้สึกเสียดายแค่ไหนก็ตาม

“เราคิดชื่อคำว่า ‘นิรันดร์’ มาจากการที่เราไม่อยากให้อะไรเปลี่ยน ก็เข้าใจแหละ มันก็เปลี่ยน แต่เราว่าภาพยนตร์หรือภาพนิ่ง มันคือสื่อที่สามารถเก็บบางสิ่งให้อยู่ไปอีกนาน สมมติวันนี้ถ่ายรูปเราไป แล้วเราตายไปไม่รู้วันไหน แต่อีก 80 ปีก็ยังมีรูปเราอยู่ การบันทึกด้วยสื่อหรือภาพยนตร์สารคดีก็คือการทำให้มันอยู่เป็นนิรันดร์ คงอยู่ไปเรื่อยๆ”

“มันเป็นความรู้สึกของเราที่มีต่อทุกสิ่ง แต่เราก็ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นแบบนั้นละ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะเก็บไว้ เพราะเราว่า ประวัติศาสตร์ความทรงจำนั้นสำคัญต่อการเจริญเติบโตของคนไปสู่อนาคต …’นิรันดร์ราตรี’ ก็เหมือนกับฝันไปตลอดกาล เพราะภาพยนตร์คือความฝัน”

 

 

โปรเจ็กต์ในอนาคต

หลังจาก ‘นิรันดร์ราตรี’ เบสต์คุยถึงโปรเจกต์ภาพยนตร์ในอนาคตว่า อาจจะทำเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นและชีวิตในโรงเรียน โดยแรงบันดาลใจก็มาจากช่วงชีวิตวัยรุ่นของตัวเอง ซึ่งดูเหมือนจะว่าเขาจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับช่วงเวลานั้นเท่าไรนัก

“อยากทำเรื่องโรงเรียน อยากทำเรื่องเด็กวัยรุ่น อยากทำเรื่องการศึกษา ยังหามุมเล่าไม่ได้แต่อยากทำ แล้วก็เหมือน ‘นิรันดร์ราตรี’ คือมันเป็นแรงบันดาลใจมาจากวัยเด็ก พอเราโตขึ้น แรงบันดาลใจเราก็ย้ายเวลาโตขึ้นเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้คอนเทนต์ที่เราสนใจคือช่วงเวลามัธยม เป็นช่วงเรามีปัญหากับเพื่อน มีปัญหากับโรงเรียน มีปัญหากับพ่อแม่ มีปัญหากับเรื่องการศึกษามาก”

“เราว่าโรงเรียนไทยมีความล้าสมัยมากๆ และเรามองว่ามันทำให้เราเป็นเด็กไม่มั่นใจในวัยหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดูโง่เง่า อย่างเราเป็นเด็กเล่นจักรยาน เด็กวาดรูป เด็กเล่นสเก็ตบอร์ด สามสิ่งนี้จริงๆ มันเป็นอาชีพได้ แต่ในยุคที่เราเรียนมัธยม ทุกคนบอกว่าเราต้องเป็นหมอ เรียนศิลป์แล้วดูไม่เก่ง ดูไม่รวย เราว่าจริงๆ มันไม่เกี่ยว มันทำให้เราสับสนมากตอนช่วงมัธยม ม. 5 ม. 6 ว่าควรจะทำอะไรต่อ เหมือนตัวเองไม่มีค่าเลย รู้สึก depressed มากเลยนะ จนได้มาเรียนมหา’ลัยอย่างที่เราเรียนทุกวันนี้ จริงๆ มันมีโลกอื่นที่ให้โอกาสเราอยู่ เราอยากทำหนังเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาอย่างนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่าอันนี้เป็น personal ของเรา อยากหยิบเรื่องนี้มาเล่าในอนาคต”

« คู่มือเยาวชนคนรักชาติ : กรณีศึกษาจากงานเสวนา Doc+Talk ครั้งที่ 9 “รู้จักสังคมจีนสมัยใหม่”
CITIZEN JANE: BATTLE FOR THE CITY »