รู้จัก Essay Film (ตอนที่ 1) : โดย รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค

2018-06-20T09:52:27+00:00Categories: Articles|Tags: |

หมายเหตุ : ถอดเทปและเรียบเรียงจากการบรรยายของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค หลังการฉายหนัง I Am Not Your Negro ที่ Doc Club Theater (21 ต.ค. 2560)

 

“วันนี้ผมจะมาพูดเกี่ยวกับ Essay Cinema ซึ่งที่น่าสนใจเบื้องแรกคือ ทาง Doc Club เคยจัดสนทนาหลังการฉายหนัง I Am Not Your Negro ไปแล้วรอบหนึ่ง โดยพูดเรื่องประวัติศาสตร์คนสีผิวในอเมริกาและเรื่องของ เจมส์ บาลด์วิน ซึ่งปกติแล้วเวลาที่มีการพูดหลังหนังฉาย มักจะเป็นการพูดเกี่ยวกับ content (เนื้อหา) ของหนัง แต่ไม่ค่อยมีการพูดหลังหนังที่เกี่ยวกับ Form (รูปแบบ) ของหนังบ่อยนัก ผมจึงดีใจที่ครั้งนี้คนจัดชวนมาคุยเรื่องนี้

ตอนที่ผมดู I Am Not Your Negro รอบแรก ผมก็รู้สึกว่าแปลกมาก คือแม้หนังจะถูกโปรโมทหรือขายว่าเป็นหนังสารคดี แต่พอดูผมก็รู้สึกว่า มันเป็นหนังเอสเสย์ (Essay Film) แล้วค่อนข้างตกใจถ้ามาพิจารณาว่ามีหนังเอสเสย์ฉายแบบคอมเมอร์เชียล คือฉายขายตั๋วปกติในไทยเนี่ย ค่อนข้างน่าตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ถ้าขายว่าเป็นหนังเอสเสย์ คนอาจไม่เข้าใจแล้วก็ไม่เข้าไปดู ก็เลยต้องพรีเซนต์ว่าเป็นหนังสารคดี

ปกติคำว่า เรียงความ มันก็แปลมาจาก คำว่าเอสเสย์ ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่าเรียงความ ในความหมายเช่น การเขียนเรียงความวันพ่อวันแม่ แต่พอไปอ่านนิยามของเอสเสย์ในมุมตะวันตกมันค่อนข้างแตกต่างจากความเข้าใจเรา เพราะ ‘เรียงความ’ ที่เราเข้าใจนั้นประกอบด้วยโครงสร้างคือ เกริ่นนำ เนื้อหา สรุป แต่ในทัศนะตะวันตก ประวัติศาสตร์มันก็ไม่เหมือนกัน จึงต่าง ดังนั้นวันนี้ผมจะพูดถึง ประวัติศาสตร์ นิยาม และความเป็นไปได้ต่างๆ ที่ ‘เอสเสย์ ฟิล์ม’ ทำได้นะครับ”

 

Essay คือการพยายาม ‘ถาม’ และ ‘หาความจริง’

“นิยามตามสารานุกรมตะวันตก คือ ข้อเขียนในขนาดความยาวปานกลางที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ในท่าทีที่เรียบง่าย (easy, cursory way) โดยมากแล้วเป็นการเสนอความคิดเห็นทัศนคติของผู้เขียนเอง นักเขียนเอสเสย์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในโลกตะวันตกที่เหมือนกับตกผลึกแล้ว คือคนฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 ชื่อ มิเชล เดอ มงแต็ง (Michel de Montaigne) คำว่า essay ในภาษาอังกฤษนั้นรากมาจากภาษาฝรั่งเศส Essais – เอสเสย์เยอร์ ซึ่งแปลว่า To Try

เอสเสย์ แปลว่าความพยายาม มงแต็งบอกและเขียนข้อเขียนมากมายในยุคนั้นเพื่อแสดงความคิดเห็นของเขาต่อประเด็นทางสาธารณะต่างๆ เรื่องถนนหนทางหรือการเริ่มมีเมืองในยุโรป มงแต็งบอกว่าข้อเขียนของเขาไม่ใช่สารคดี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอะไรเลย มันเป็นความพยายามที่จะหาความจริงอะไรบางอย่างผ่านตัวตนของเขาเอง ผ่านทัศนคติของเขาเอง ไม่ได้เขียนเพื่อจะเสแสร้งว่าค้นพบหรือเจออะไร เขาเพียงอยากจะเปิดความคิดข้างในของเขาออกมา (I do not pretend to discover things but to lay open myself.)

ส่วน ฟิลิปส์ โลปาต์ (Philippe Lopate) นักวิชาการทางด้านฟิล์มบอกว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนการเขียนเอสเสย์ คือ มันเป็นการที่ ‘ฉัน’ คิดอย่างไรกับสิ่งนี้ ไม่ใช่โลกทั่วไปคาดหวังว่า ‘ฉัน’ ต้องคิดอย่างไรกับสิ่งนี้ ดังนั้นพอเราเข้ามาในบริบทไทย การเขียนเรียงความวันพ่อวันแม่จึงค่อนข้างจะไม่ได้ตรงกับความคิดของ ‘เอสเสย์’ ในโลกตะวันตก หรือโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษหรือ ฝรั่งเศส เยอรมัน ภาษาใดๆ เพราะการเขียนเรียงความวันพ่อวันแม่ค่อนข้างจะเป็นการเขียนที่เป็น conventional view that people expecting you to have (มุมมองตามขนบที่คนอื่นคาดหวังว่าคุณจะมี) เกี่ยวกับพ่อเกี่ยวกับแม่ของเรา เป็นต้น

ดังนั้นตอนที่ผมรีเสิร์ชว่า เอสเสย์คืออะไร ก็จะงงนิดหน่อยว่าทำไมนักวิชาการหรือนักคิดหลายคนชอบพูดประหนึ่งว่า เอสเสย์ต้องเป็นอะไรที่คัดง้างกับวิธีคิด ระเบียบแบบแผน วิธีคิดกระแสหลักของสังคม นักเขียนเอสเสย์ที่ค่อนข้างสำคัญคือนักเขียนที่มีความคิดคัดง้างขัดแย้งกับกระแสหลักของสังคมอย่างน่าสนใจ ไม่ใช่คนที่เขียนอะไรแล้วสังคมกระแสหลักเออออไปตามนั้น หรือว่าเออออไปกับสังคมกระแสหลัก

เอสเสย์คือการพยายามถาม มิใช่การพยายามหาข้อสรุป แต่เป็นการพยายามที่จะหาความจริง จากตัวคนเขียนเอง ดังนั้นตัวเอสเสย์ในทัศนะหรือในขนบของทางตะวันตกจะค่อนข้างมีความเป็นความคิดเห็นของปัจเจกคนนั้น”

 

Essay Film คือหนัง non-fiction ที่ไม่ใช่สารคดี

“เอสเสย์ ฟิล์ม เคยถูกกล่าวว่าเป็นลูกนอกสมรสของหนัง fiction, สารคดี และหนังทดลอง หนังเดินทาง ไดอารี่หรือใดๆ …ทำไมเป็นลูกนอกสมรส ก็เพราะมันมีความผ่าเหล่าผ่ากอสูงมาก อันนี้เป็นนิยามที่น่าสนใจดี คือถ้าพูดเรื่องลูกในสมรส เราอาจจะพูดถึงหนัง นีโอเรียลลิสม์ (neorealism) หรือ ด็อกคูดราม่า (Docudrama) แต่พอเป็นลูกนอกสมรส มันมีความผ่าเหล่าผ่ากอ มีความ hybrid หรือผสมปนเป อย่างพิศวงงงงวยจนกลายมาเป็นเอสเสย์ ฟิล์ม

เอสเสย์ ฟิล์ม เป็นหนัง non-fiction ที่ไม่ใช่สารคดี อันนี้นักคิดนักวิชาการฝรั่งเศส (Alain Bergala) เคยเขียนไว้ คือเคยมีหนังเทศกาลเอสเสย์ ฟิล์มที่ปารีสและเขาเขียนไว้ในคู่มือของเทศกาลว่า Essay Film เป็นหนังที่ไม่ได้ทำตามกฎทั่วไปของภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นในเชิง genre (ประเภทของหนัง ) ความยาว หรือบทบาทหน้าที่ทางสังคม มันเป็นหนังที่มีความเป็นอิสระ ประดิษฐ์สร้างและนิยามรูปแบบของตัวมันเองในทุกๆ ครั้ง ถ้าพูดอย่างนี้หมายความว่า หนังเอสเสย์แต่ละเรื่องเป็น genre ในตัวมันเอง ไม่ซ้ำกัน พอมีเรื่องใหม่มาก็คิดตรรกะคิดกติกาในตัวของมันเองขึ้นมา …อันนี้พูดแบบยูโทเปียมากๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้นหรอกครับ เราก็มีภาพของความเป็นหนังเอสเสย์กันอยู่ประมาณหนึ่งแหละ พอเจอหนังเรื่องใหม่เราจึงจับมันเข้าข่ายนี้ได้

เราลองกลับมาที่หนัง I Am Not Your Negro ว่า มันเป็นเอสเสย์ ฟิล์มอย่างไร และมันไม่ใช่สารคดีอย่างไร ที่น่าสนใจคือผู้กำกับ ราอูล เพ็ค เอาตัวเรียงความ หรือเอสเสย์ ของ เจมส์ บาลด์วิน มาทำเป็นหนัง เราอาจจะคุ้นเคยกับการ adaptation หรือการดัดแปลงนิยาย นวนิยาย สารคดี หรือเรื่องจริง ให้มาเป็นหนัง fiction แต่เราอาจจะนึกไม่ออกว่าแล้วดัดแปลงเอสเสย์อย่างไร …สแตนลีย์ คูบริก เคยพูดว่า อะไรที่มนุษย์คิดได้ ย่อมถ่ายได้ (If it can be written, or thought, it can be filmed) คำถามจึงคือ แล้วเราตะถ่ายความคิดของเจมส์ บาลด์วินได้ไหม เราถ่ายไอเดียได้ไหม เราถ่ายอะไรที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องได้ไหม เพ็คบอกว่า เขาคิดหนังเรื่องนี้อยู่ประมาณสิบปี พยายามหาว่าจะดัดแปลงข้อเขียนของบาลด์วินให้มาอยู่ในรูปแบบภาพยนตร์อย่างไร และเขาก็ค้นพบและทำแบบที่เราเห็นนี้ คือหาคนมาอ่านแล้วหาภาพ ที่บางทีก็สนับสนุน หรือยั่วล้อ หรือขัดแย้ง หรือบางทีก็ใช้ text ใช้เครื่องมือทางภาพยนตร์หลายอย่าง โดยที่ไม่ต้องแคร์ความเป็นเอกภาพใด ๆ เพื่อจะเอาไอเดียออกมาให้ได้มากที่สุด

ลักษณะที่ว่านี้ก็สอดคล้องกับลักษณะของตัวเอสเสย์ที่เป็นข้อเขียน ก็คือมีความผสมปนเปไปกับหลายๆ ขนบเหลือเกิน มีอิสระในวิธีเขียน เช่น จู่ ๆ อาจจะยกเอาเรื่องแต่งขึ้นมาเล่าก่อน แล้วค่อยไปวิเคราะห์เรื่องแต่งนั้น ๆ หรือจะเอาเรื่องข่าวเหตุการณ์จริงขึ้นมาก่อน แล้วค่อยไหลไปอย่างอื่นก็ได้”

 

ประวัติศาสตร์ของ Essay Film : 4 แนวคิดสำคัญ

1) Sergei Eisenstein : “Cinema is able to engage viewers into intellectual contemplation”

ชิ้นแรกเป็นของ เซียร์เกย์ ไอเซนสไตน์ (Sergei Eisenstein) ซึ่งเขียนตอนที่เขาอยากดัดแปลง DAS KAPITAL ไอเซนสไตน์เป็นผู้กำกับชาวโซเวียตที่โด่งดังตั้งแต่ในยุคหนังเงียบมา เขาเป็นอัจฉริยะมาก ดูจากหน้าตาเขาครับ

หนังสือ DAS KAPITAL ซึ่งแต่งโดย คาร์ล มาร์กซ์ เป็นหนังสือวิธีคิดที่เป็นรากฐานของลักธิมาร์กซิสต์เล่มหนึ่ง ผมจะให้ดูสารบัญว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไร ดังนี้ครับ

บทที่หนึ่ง : สินค้า ปัจจัยของสินค้า มูลค่าใช้สอยและมูลค่าแลกเปลี่ยน ลักษณะสองอย่างของแรงงานที่อยู่ในสินค้า ลักษณะของคุณค่า และคุณค่าแลกเปลี่ยน …คือจะเห็นว่า มันช่างเป็นอะไรที่ดัดแปลงเป็นหนังไม่ได้เลย เราจะทำหนังเกี่ยวกับการเปลี่ยนเงินให้กลายเป็นทุนยังไง เราจะทำให้มันเป็นภาพยังไง?

ไอเซนสไตน์คิดว่าหนังทำได้ เขาเชื่อว่าภาพยนตร์สามารถที่จะ engage หรือชักชวนคนดูให้เข้าไปสู่การพินิจพิจารณาทางปัญญา หนังไม่แค่มีความตื่นตาตื่นใจหรือการเล่าเรื่องเฉยๆ มันสามารถทำให้คนดูคิดกับสิ่งที่เห็นกับภาพกับเสียงที่ได้ยินได้ประมาณหนึ่งโดยมีอารมณ์ร่วมด้วย คือถ้าหนังทำได้เท่าที่อ่านหนังสือก็คงไม่ต้องทำเป็นหนังขึ้นมา มันต้องมีอะไรที่เพิ่มเติมเข้าไปในสื่อภาพยนตร์นี้ ซึ่งไอเซนสไตน์นั้น นอกจากเป็นคนทำหนังแล้วยังเป็นนักทฤษฎีหนังอีกด้วย และในยุคนั้นเพิ่งเป็นหนังยุคแรกๆ ให้ลองนึกจินตนาการถึงยุค ค.ศ 1910 หรือ ค.ศ 1920 นะครับ หนังยังมีศักยภาพที่จะค้นหาความเป็นไปได้หลายอย่าง เป็นยุคที่คนทำหนังยังไม่ค่อยแน่ใจว่า Close-up คืออะไร เทคโนโลยีมันยังไม่ได้พัฒนามาก ดังนั้นยังมีความเป็นไปได้หลายอย่างที่จะทำได้ในหนัง การตัดต่อ ตัดสลับ ก็เพิ่งจะถูกคิดขึ้นมาในยุคนั้น และตัวไอเซนสไตน์ก็ยังเป็นคนที่คิดทฤษฎีมองทาจ (montage) หรือการตัดต่อที่ไม่ได้มีผลแค่ความต่อเนื่อง แต่ตัดต่อเพื่อมีผลอย่างอื่นด้วย


Strike (1925)

หนังที่เขาทำชื่อ Strike เกี่ยวกับแรงงาน ประท้วงรัฐบาลพระเจ้าซาร์ มีฉากตัดสลับระหว่างตำรวจปราบแรงงานประท้วงกับวัวถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ คือตัวละครจริงๆ ก็ต้องเป็นคนงาน ไม่ใช่วัว แต่วัวถูกตัดเข้ามาใส่สลับกันเพื่อจะสร้างความหมายอื่นๆ ว่า แรงงาน ชนชั้นกรรมาชีพ ก็ถูกฆ่าเหมือนสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ มันคือการเชื่อมโยงทางความหมายเพื่อให้คนมองต่อไปว่า หนังพยายามจะบอกว่ารัฐปฏิบัติต่อประชาชนเหมือนกับสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ แรงงานถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เหลือแค่เป็นสัตว์ในโรงฆ่า เป็นต้น ไอเซนสไตน์คิดว่าหนังไม่ใช่แค่เล่าอะไรที่เป็นพื้นผิว ตรงไปตรงมา แต่มันสามารถเล่าหรือเชื่อมโยงอะไรที่ลึกกว่านั้นได้ หนังสามารถกระตุ้นความคิดทางปัญญาของตัวคนดูได้ ไม่ใช่แค่สร้างอารมณ์หรือเล่าเรื่องเฉยๆ

แต่ถึงที่สุดแล้ว ไอเซนสไตน์ก็ไม่ได้ดัดแปลง DAS KAPITAL ให้เป็นหนังสำเร็จ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ทำ ไอเดียเขาเหมือนกันที่เขียนทิ้งโน้ตไว้ “หนังเริ่มจากผู้ชายทำงานเสร็จกลับบ้านมาหาเมีย แล้วเมียเอาซุปมาให้ทานชามหนึ่ง แล้วซุปชามนั้นจะพูดไปถึงเรือสินค้าอังกฤษที่เข้ามาอาณานิคมอินเดีย” อะไรแบบนั้นฮะ คือหนังสามารถเชื่อมโยงระหว่างแรงงานกับการทานซุปในบ้านกับจักรวรรดิอังกฤษได้ เขาเชื่อว่าหนังทำได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสทำให้เราเห็น”

 

2) Hans Richter : “Cinema can visualize the invisible”

“text ที่สองนี้ มาจาก ฮานส์ ริคช์เตอร์ (Hans Richer) เป็นคนเยอรมันที่เขียนบทความชื่อ The Film Essay A New Type of Documentary Film จะเป็นอีกสายหนึ่ง ฮานส์เป็นกลุ่มที่ทำหนังในยุค 1920 ก็จะมีความเป็นแอนิเมชั่น มีการวาดรูปทรง (geometric) ขึ้นมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งถ้ามองในแง่นั้น ในยุคนั้นมันก็แปลก เพราะหนังก็คือถ่ายอะไรที่อยู่หน้ากล้อง แล้วอยู่ ๆ คนนี้ก็มาทดลองกับแอนิเมชั่น หนังสามารถ visualize สิ่งที่มองไม่เห็นได้ เขายกตัวอย่างว่า หนังน่าจะ visualize ตลาดหุ้นได้ คือเรามองไม่เห็นว่าตลาดหุ้นทำงานอย่างไร หนังน่าจะทำได้ visualize ตรรกะได้ เขาทำหนังเรื่อง Dreams That Money Can Buy ก็เป็นหนังคนผสมแอนิเมชั่น เขารู้สึกเชื่อว่า อะไรที่ตาเปล่าเรามองไม่เห็นนี้ หนังสามารถทำให้เราเห็นเป็นภาพได้

ซึ่งจริงๆ มีวิธีคิดหลายอย่างนะครับ ถ้ายุคสมัยนี้ก็คือ อินโฟกราฟิกส์ (Infographics) เช่นเราอยากรู้ว่าภูมิภาคไหน จังหวัดไหนในประเทศไทยที่กินหม่าล่าเยอะสุด เราก็ใช้ว่า พื้นที่สีแดงเข้มนี้ กินเยอะ แล้วสีแดงอ่อนกินน้อย จังหวัดไหนที่คนโสดเยอะสุด แล้วก็ทำแผนที่ขึ้นมาแล้วทำสีแล้วก็บอกว่าสีไหน แปลว่าอัตราส่วนเท่าไหร่ คืออะไรที่มองไม่เห็นก็สามารถ visualize ได้ในสื่อภาพ เป็นต้น เขาบอกว่าวิธีการอย่างนี้ไม่เหมือนกับสารคดีทั่วไปที่ให้คุณค่ากับอะไรที่ถ่ายได้ แต่อันนี้คือต้องสร้างขึ้นมา ไม่ใช่สร้างขึ้นมาแบบ fiction นะครับ คือมันมีอยู่จริงแหละ แต่ถ่ายไม่ได้ ตลาดหุ้นทำอย่างไร มันถ่ายไม่ได้ วิทยุส่งคลื่นอย่างไร มันก็ถ่ายไม่ติด หรือการทำงานของปอด หัวใจฟอกเลือด เนี่ยทำอย่างไร เขาก็เชื่อว่าสื่อภาพยนตร์น่าจะทำให้เห็นได้”

 

3) Alexandre Astruc  : caméra-stylo or ‘camera-pen’

“คนที่สามคือ อเล็กซองดร์ อาสทรูค (Alexandre Astruc) เป็นคนฝรั่งเศส มี concept ชื่อ caméra-stylo or camera-pen ก็คือใช้หนังประหนึ่งปากกา จริงๆ แล้วคนนี้ไม่ได้พูดถึงเอสเสย์ ฟิล์มเป็นหลัก ชื่อของเขาปรากฏบ่อยในเรื่องของหนังออเทอร์ (Auteur) มากกว่า ถ้าใครเป็นเด็กเรียนภาพยนตร์ก็จะรู้จักลักษณะหนังออเทอร์ว่า คือวิธีคิดที่หนังของผู้กำกับคนเดียวกัน มีพัฒนาการหรือมีลายเซ็ หรือมีคาแร็กเตอร์อะไรบางอย่างที่ดำรงอยู่ เช่น เจเจ แอบรัมส์ ชอบใช้เลนส์แฟร์, เวส แอนเดอร์สัน ชอบถ่ายภาพแบบสมมาตร, อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ชอบเล่นกับคนหน้าเหมือนกัน ฯลฯ คือมีองค์ประกอบบางอย่างทางภาพหรือทางบทที่ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแปลว่าภาพยนตร์ ไม่ใช่สื่อสาธารณะโดยทั่วไป แต่เป็นสื่อที่เก็บคาแร็กเตอร์ของคนทำไว้ได้ด้วย ประหนึ่งว่ากล้องเป็นปากกา ที่ขีดเขียนอะไรแล้วก็ยังเป็นลายเส้นของคนทำ

ดังนั้นแล้ว คนนี้ก็จะมีวิธีคิดที่ค่อนข้างต่างจากสองคนแรกซึ่งเชื่อว่า หนังนั้นถ่ายหรือฉายความจริงที่มองไม่เห็นได้ แต่อาสทรูคเสนอว่า หนังฉายความคิด แสดงความคิดของตัวศิลปินได้

หนังที่อยู่ในบทความที่เขาเขียน ไม่ใช่หนังสารคดีนะครับ เขาพูดถึงหนังของ โรแบต์ เบรซง (ผู้กำกับ Pickpocket ปี 1959, Au hasard Balthazar ปี 1966, Mouchette ปี 1967, L’Argent ปี 1983) และ ฌ็อง เรอนัวร์ (La Grande Illusion ปี 1937, The Rules of the Game ปี 1939) ซึ่งสองคนนี้เป็นคนทำหนัง fiction แต่เขารู้สึกว่าหนังของทั้งสองนั้นทำกี่เรื่องก็มีอะไรบางอย่างที่ปรากฏซ้ำอยู่ ในกรณีนี้อาสทรูคพูดถึงหนัง fiction มากกว่า แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เอาบทความของเขามาอยู่รวมด้วยว่า เป็นสายธารหนึ่งที่เกี่ยวกับวิธีคิดของเอสเสย์ ฟิล์ม”

 

4) André Bazin : “The play of meaning though audiovisual interaction”

“คนต่อมาคือ อังเดร บาแซ็ง (André Bazin) สำคัญมากคนนี้ เขาเขียนบทความวิจารณ์หนังชื่อ Lettre de Siberie (Letter from Siberia, 1957) ของ คริส มาร์แกร์ …คือคริสเนี่ย ตอนแรกๆ ก็เป็นคนทำหนังสารคดี แต่ทำไปทำก็ค่อยๆ กลายมาเป็นบิดาของหนังเอสเสย์ ฟิล์ม เป็นคนมีความคิดเห็นเยอะ ไปถ่ายอะไรที่เป็น non-fiction ไปญี่ปุ่นถ่าย ไปอาฟริกาถ่าย ก็อดไม่ได้ที่จะเติมอะไรเข้าไปในหนัง ให้มันมีอะไร แม้จะไม่เกี่ยวกับ subject  นั้นๆ แต่ก็ให้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ subject แทน

ถ้าจำที่เราคุยถึงมงแต็ง (Michel de Montaigne) ได้ว่า เอสเสย์ไม่ได้เสแสร้งที่จะพบสิ่งใด แค่อยากจะเปิดเปลือยว่าตัวเองคิดอะไร คืออันนี้แหละเป็นนิยามง่ายๆ ของเอสเสย์ ฟิล์มเหมือนกัน คือไม่ได้พยายามจะค้นพบอะไร ไม่ได้พยายามบอกว่านี่คือความจริง หรือสิ่งที่คุณเห็นนี้เป็นความจริงของ Subject นั้นๆ แต่พยายามจะบอกว่าคนทำคิดอะไรมากกว่า

บาแซ็งบอกว่า Letter from Siberia ซึ่งไปถ่ายหนังที่ไซบีเรีย ถ่ายชีวิตผู้คน ใหม่มากไม่เหมือนสารคดีที่เขาเคยดูมาก่อน เขาเรียกว่าเป็นมองทาจ (montage) แบบ Horizontal montage ไม่ใช่ Vertical montage คือเป็นการเชื่อมโยงทางแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้ง …ทำไม? ก็ให้เราลองคิดภาพฟิล์มสมัยก่อน เวลาผ่านเครื่องฉายมันก็จะวิ่งแนวตั้ง ดังนั้นเฟรมที่หนึ่ง สอง จะเชื่อมกันทางแนวตั้ง และการตัดต่อที่เชื่อมกันทางแนวตั้งคือการตัดต่อที่ยึดความต่อเนื่องของหนัง แต่หนังของมาร์แกร์ไม่ได้ยึดความต่อเนื่องของช็อต (shot) เขายึดความต่อเนื่องของไอเดียมากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภาพกับเสียงที่ใช้ voice over (เสียงบรรยาย) นั้นตอบสนองกันไปมามากกว่าให้ดูภาพเคลื่อนไหวในหนังอย่างเดียว

 


Letter from Siberia (1957)

แรกๆ ก็เหมือนหนังสารคดี ถ่ายสุสาน หมู่บ้าน เล่าถึงคนที่อยู่ดั้งเดิมเป็นอย่างไร สักพักก็เล่าเรื่องเป็ด ซึ่งเยอะ และเป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติแล้วมีการแบ่งแยกในหมู่เป็ด เมื่อดูคลิปจบเราก็จะเห็นความแปลกๆ ของมัน คือถ้าเป็นสารคดีไปเลยก็ไม่ถูกยอมรับใน format ของสารคดี แต่พอเป็นเอสเสย์ ฟิล์มหรือความพยายามของคนสร้างที่จะเอาไอเดียออกมานี้ มันโอเคที่จะทำได้ ที่จะเอาแอนิเมชั่นมาใส่ หรืออยู่ดีๆ ก็แต่งเพลงเกี่ยวกับช้างแมมมอธขึ้นมา”

(ติดตามตอน 2)