Documentary : ความหมาย ความจริง ความลวง และสถานภาพ 12/10/2017 – Posted in: Articles – Tags: , , , , ,

เรื่องและภาพ: Doc+Ed Project

 

หนังสารคดีคืออะไร? ทุกคนทราบกันดีว่าหนังสารคดีคือสื่อประเภทหนึ่งที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ หากลองให้ยกตัวอย่างหนังสารคดีที่คิดถึงเป็นอย่างแรก ก็คงจะหนีไม่พ้นรายการสารคดีวิชาการที่ดำเนินรายการด้วยเสียงบรรยายของพิธีกรตั้งแต่ต้นจนจบ แม้หนังสารคดีเป็นสื่อที่นำเสนอข้อเท็จจริง แต่ทุกท่านอย่าลืมว่าสิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นความจริงเพียงด้านใดด้านหนึ่งของ ‘หนังสารคดี’ ที่ต้องการจะนำเสนอให้คนดูรับรู้ ถ้าเช่นนั้นภาพยนตร์สารคดีคืออะไรกันแน่ เราควรนิยามของมันว่าอย่างไร ดร.อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล ผู้ก่อตั้งสาขาภาพยนตร์และโทรทัศน์  มหาวิทยาลัยบูรพา  ปัจจุบันเป็นอาจารย์สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นทั้งผู้สอนวิชาภาพยนตร์สารคดีและผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอาจให้คำตอบแก่คุณได้ แต่คำตอบจะเป็นอะไรนั้นลองมาอ่านกันดีกว่า

 

1.Documentary, ภาพยนตร์, ภาพยนตร์สารคดี เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรในมุมมองของนักวิชาการที่ทำหนังสารคดีด้วย


เราอาจมองภาพกว้างก่อน  คำว่า ‘ภาพยนตร์’ (Motion picture) เป็นคำกลางๆ ที่สามารถแตกหน่อไปได้อีกหลายประเภท การแบ่งประเภทของภาพยนตร์ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่แต่ละตำราใช้  บางตำรายึดเกณฑ์ของการใช้ประโยชน์ เช่น แบ่งเป็นเอาไปใช้เพื่อการศึกษา (ภาพยนตร์เพื่อการศึกษา) เพื่อการโน้มน้าวใจ (Propaganda film) เพื่อการขาย (ภาพยนตร์โฆษณา)  เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสาร (ภาพยนตร์ข่าว) เป็นต้น

ส่วนเกณฑ์อีกแบบที่ในทางภาพยนตร์ชอบแบ่งกันเสมอ เรียกว่า การแบ่งตาม Genre หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าสไตล์หนังแบบไหน เช่น Romantic Action Drama Sci-fi Comedy Gangster เป็นต้น  บางตำรารวมเอาภาพยนตร์สารคดีหรือ Documentary อยู่ในการศึกษา Genre ด้วย

แต่เกณฑ์ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์สารคดี (Documentary film) มากที่สุด และเป็นที่อภิปรายถกเถียงกันมากที่สุด คือการใช้เกณฑ์ ‘ความจริงแท้ดั้งเดิม’ (Authenticity) โดยใช้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่ง (Fiction) กับ  เรื่องจริง (Non-fiction) เข้ามาพิจารณาและพยายามจะกำหนดนิยามของแต่ละสำนัก  แต่ก็เป็นธรรมชาติของงานศิลปะ เมื่อมีการกำหนดนิยามได้ก็มีการแหกกฎของนิยามนั้นได้เช่นกัน

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่คิดว่าเราจะต้องสร้างพรมแดน ‘นิยาม’ ขึ้นมา ‘กักกัน’ การสร้างงานศิลปะ และไม่ควรนำนิยามมาเป็นกรอบปิดกั้นการตีความสื่อภาพยนตร์ ไม่ว่าในเชิงปรัชญา เชิงศิลปะ และในเชิงสารัตถะทั้งปวง

ภาพยนตร์สารคดีมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าร้อยปี   หากจะนับกันจริงๆ งานภาพยนตร์สารคดียุคแรกๆ  เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์ Kinetoscope ตัวแรกที่พัฒนาโดย William Kennedy and Laurie Dickson ผู้ช่วยของ ธอมัส เอลวา เอดิสัน งานภาพยนตร์ยุคแรกจึงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ! หนึ่งในภาพยนตร์ชุดแรกของโลก เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ​Fred Ott’s Sneeze (1894) เป็นคลิปงานถ่ายทำ ‘การจาม’ ยาว 5 วินาที ซึ่งเป็นภาพของความเป็นจริง

ต่อมาการสร้างภาพยนตร์สารคดีก็พัฒนามาหลายสำนัก หลายรูปแบบ ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งมีปรัชญาความเชื่อที่แตกต่างกันไป โดยล้วนแล้วแต่ผูกพันต่อพัฒนาการทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ปรัชญา และเทคโนโลยีในขณะนั้น  แต่ทุกสำนักดูเหมือนจะเน้นการใช้ ‘ข้อเท็จจริง’ (Actuality) หรือ พยายามรักษารูปแบบ Non-fictional form ในระดับและความหมายที่ตนเองเห็นด้วย  และถ่ายทอดออกมาด้วย ‘ศิลปะ’ ด้วยการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน  ที่สำคัญประเด็นและเนื้อหาได้สร้างความ ‘สั่นคลอน’ และ ‘แตกตื่น’ แก่สังคมเสมอมา

ในขณะเดียวกันก็มีวิวาทะถกเถียงและสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ข้ามพรมแดนของ Fiction/Non-fiction กันอย่างเผ็ดร้อนและสนุกสนาน

ด้วยเหตุนี้เองภาพยนตร์สารคดีจึงเป็นสื่อที่มีความหลากหลาย และมีความเอกอุในตัวเป็นอย่างยิ่ง  มี ‘ความจริง’  ให้น่าค้นหา และมีพลังในตัวเองที่จะเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาของภาพยนตร์กับตัวคนดูได้ในหลายระดับ  ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พลังของตัวหนัง  โอกาสในการเผยแพร่ และบรรยากาศของการฉาย

อย่างไรก็ตาม นอกจากคำถามเกี่ยวกับ ‘ความจริงแท้ดั้งเดิม’ แล้ว อีกสองประเด็นสำคัญที่มักจะถกเถียงจนเป็นวิวาทะและนำมาแบ่งแยกกันเสมอ คือประเด็น ‘ความบันเทิง’ และ ‘ความเป็นกลาง’ (Objectivity) ของภาพยนตร์สารคดี


2.ความจริงในภาพยนตร์สารคดี ‘เป็นกลาง’ หรือ ‘เลือกข้าง’ ?


ในที่นี้ขอเน้นเรื่อง ความเป็นกลาง ก่อน

ผู้สร้างภาพยนตร์บางสำนักก็เข้มงวดอย่างยิ่งที่ต้องพยายามทำให้ภาพยนตร์สารคดีหรือสารคดีที่ฉายตามสื่อโทรทัศน์มีความเป็นกลาง จนเกิดรูปแบบที่เรียกว่า ‘สารคดีเชิงข่าว’ (News-reel documentary) ที่เชื่อกันว่าต้องมีคุณลักษณะสำคัญทางวารสารศาสตร์ (Journalism) เช่น มีแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ มีหลักฐานนำเสนอด้วยความรอบด้าน ไม่มีความคิดเห็นของผู้นำเสนอปะปนในเนื้อหา ถือเป็นรูปแบบที่ดีงามถูกต้องที่สุด

ส่วนสารคดีอีกประเภทหนึ่งที่มีเนื้อหาเน้นความเป็นกลางคือ ‘สารคดีแบบขนบ’ (Conventional documentary) เช่น สารคดีโทรทัศน์ที่เน้นการบรรยาย มีรูปแบบการเขียนบทที่ตายตัวและยึดความเป็นกลาง (แต่เป็นกลางได้จริงหรือไม่ อาจเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณากันอีกมาก) ซึ่งก็สามารถทำงานได้อย่างทรงพลังในบางบริบท

ถึงแม้จะมีหลายสำนักที่ยึดถือความเป็นกลางของหนังสารคดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางสำนักที่เชื่อว่าภาพยนตร์สารคดีเป็นเรื่องมุมมองของผู้สร้างภาพยนตร์เท่านั้น เราไม่สามารถมีความเป็นกลางได้ เช่น สำนัก Free Cinema ในประเทศอังกฤษ ที่เชื่อในทัศนะเสรีของปัจเจกชน ซึ่งกำเนิดในระหว่างรอยต่อของทศวรรษ 1950-1960 และเป็นต้นแบบของสารคดีนอกขนบที่เราดูทุกวันนี้

ผู้สร้างที่ไม่ยึดความเป็นกลางของเนื้อหาและการนำเสนอ แต่เชื่อในพลังทัศนะเสรีของปัจเจกชนก็เป็นสารคดีที่ทรงพลังอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดูแล้วเข้าใจยากและก้าวข้ามพรมแดนความเป็น  Fictional/Non-fictional form ไปสู่เรื่องแต่งผสมจินตนาการและสามารถสื่อสารด้วยการจุดประกายความคิดได้ทรงพลังเช่นกัน เช่น The Act of Killing (2012) งานของ Joshua Oppenheimer และดอกฟ้าในมือมาร (2000) ของอภิชาติพงศ์ วีระกุลเศรษฐกุล

อย่างไรก็ตามมีการถกเถียงด้วยว่า แม้แต่สารคดีเชิงข่าวก็เป็นมุมมองของนักข่าวร่วมกับบรรณาธิการข่าว ‘ความจริง’ จึงขึ้นอยู่กับการพยายามหาหลักฐานอ้างอิง  ซึ่งเป็นความจริงอีกรูปแบบหนึ่ง  สำนักที่คิดว่าสารคดีเป็นมุมมองของผู้สร้างเชื่อว่าภาพยนตร์สารคดีก็เป็นความจริงแบบหนึ่ง  เพียงแต่จะเล่าจากมุมของใคร หรือเป็นความจริงของใครนั่นเอง

ช่วงสมัยแห่งโลกทุนนิยมภาพยนตร์เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเต็มตัว มีการสร้างและเผยแพร่ภายใต้ระบบทุนนิยมที่พึ่งพา ‘ตลาด’ หรือ ‘คนดู’ เพื่อความอยู่รอด  การแบ่งประเภทหรือกำหนดนิยาม-ความหมาย จึงขึ้นกับลักษณะการนำไปใช้ หรือลักษณะ Exhibition (การฉายหรือการนำเสนอต่อผู้ชม)  ว่าต้องการฉายสารคดีให้คนดูกลุ่มใดดู  เช่น กลุ่มคนดูโทรทัศน์ หรือกลุ่มคนดูในโรงภาพยนตร์ หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจเฉพาะเรื่องเฉพาะสไตล์ หรือกลุ่มองค์กรที่ต้องการใช้งาน หรือกลุ่มนักวิจัยที่นำไปอ้างอิงงานวิชาการที่อาจจะมองตลาดเป็นเรื่องรอง

ที่สำคัญการยึดติดรูปแบบ นิยาม หรือเชิดชูความหมายของใครนั้นอาจจะทำให้เราตกอยู่ใน ‘กับดักความคิด’ และส่งผลให้สร้างสรรค์งานแบบอิหลักอิเหลื่อ หรือวิจารณ์ถกเถียงกันบนมโนภาพที่ยึดเอา ‘ทัศนะส่วนตัวและความอยู่รอด’ ของแต่ละคนเป็นที่ตั้งเท่านั้น

แต่ในโลกที่หลากหลายกว้างใหญ่ สื่อชนิดนี้มีความเป็นพลวัตสูงมากและไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ความคิดของมนุษย์และชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปเท่าใด สารคดีก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น


3
.จริงหรือไม่ที่นำภาพยนตร์สารคดีมาอ้างอิงงานวิชาการไม่ได้ ในขณะที่ใช้คลิปข่าวอ้างอิงได้


ต้องเข้าใจก่อนว่าภาพยนตร์สารคดีมีหลายรูปแบบ หลายประเภท และหลายสำนักคิด เช่นที่อธิบายไว้ในคำถามที่หนึ่ง และมีภาพยนตร์สารคดีประเภทที่นำมาใช้ในงานวิชาการเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงมานุษยวิทยา  และหลายเรื่องยังได้รับการยกย่องว่ามีศิลปะภาพยนตร์ที่งดงามอีกด้วย

ภาพยนตร์สารคดีที่นำมาใช้อ้างอิงทางวิชาการได้ (แม้ว่าจะถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า authentic แค่ไหนก็ตาม) เป็นสารคดีที่กำเนิดในแขนงย่อยของศาสตร์มานุษยวิทยาที่เรียกว่า  ‘Visual Anthropology’ ซึ่งมีลักษณะการใช้ภาพนิ่งและภาพยนตร์มาช่วยในการทำวิจัยทางมานุษยวิทยา  รูปแบบหลักคือบันทึกภาพที่เกี่ยวข้องกับงานศึกษาวิจัยนั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของมนุษย์ในชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูล เสมือนบันทึกสนามที่นักวิจัยจดในกระดาษและนำมาอ้างอิงต่อในการเขียนรายงานวิจัย ต่อมาพัฒนาการของสายนี้ได้เข้าใกล้สื่อภาพยนตร์มากขึ้น  โดยนำฟุตเทจที่บันทึกมาตัดต่อ วางเส้นเรื่อง และพัฒนาการของประเด็นก็ถูกนำมาร้อยเป็นภาพยนตร์ที่มักจะเรียกว่า ‘Ethnographic film’  ภาพยนตร์เชิงชาติพันธุ์ที่บันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในชุมชนใดชุมชนหนึ่งและนำมาอ้างในงานวิจัยได้เช่นกัน

สารคดีประเภทนี้มีปรัชญาความคิดที่แตกต่างออกไปเช่น  ไม่มีการเขียนบท ไม่มีการกำกับภาพยนตร์  ถ่ายทำตามความเป็นจริง  ใช้การสังเกตศึกษาและปล่อยให้ตัวละครมีชีวิตปกติ ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องศึกษาตัวละครและชุมชนโดยอยู่ร่วมกันเป็นเวลายาวนาน ต้องไม่พึ่งพามุมมองความคิดของทีมงานผู้สร้างหรือคนนอก  ต้องทำวิจัยก่อนถ่ายทำ โดยศึกษาทั้งในแง่มุมมองความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตัวละคร เป็นต้น

ในงานวิจัยด้านนิเทศศาสตร์-สื่อสารมวลชน ก็มีพัฒนาการในการทำวิจัยที่เรียกว่า ‘Visual research’ ซึ่งใช้ความรู้พื้นฐานจากสายมานุษยวิทยาส่วนหนึ่ง เช่น ใช้การถ่ายทำภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการวิจัย  โดยส่วนตัวเองก็เพิ่งเสร็จสิ้นงานวิจัยภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Third Eye (2015, อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล) เฟสแรกไป และกำลังทำวิจัยเฟสต่อมา โดยศึกษาเรื่องราวของชุมชนและสิทธิมนุษยชน และอ้างอิงตัวภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อีกด้วย

ในต่างประเทศมีการทำวิจัยด้านนี้มานานและมีพัฒนาการด้านวิชาการจนแตกแขนงไปอีกหลายแนวทาง เช่น  Visual Communication และ Ethnographic Film  มีการประชุมทางวิชาการในหลายประเทศและมีการประกวดภาพยนตร์ด้านนี้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในแถบประเทศยุโรปและสแกนดิเนเวีย

อย่างไรก็ตามทำไมในแขนงวิชาอื่นๆ รวมทั้งสถาบันการศึกษาบางแห่งก็ยังไม่ยอมรับสถานภาพ ภาพยนตร์สารคดีในการอ้างอิงในงานวิชาการ  คำถามนี้เป็นคำถามเชิงปรัชญาและประวัติศาสตร์ที่นำมาสู่การยอมรับหรือไม่ยอมรับ ‘ภาพยนตร์’ ในแวดวงวิชาการ


4.
สถานภาพของหนังสารคดี ต่างจาก สื่อวารสารศาสตร์ (Journalism) อย่างไร


ในขณะที่วารสารศาสตร์ถูกสถาปนาบนปรัชญาของการนำเสนอ ‘ความจริงที่พิสูจน์ได้’ อย่างรอบด้าน น่าเชื่อถือ ไม่ผสมความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของผู้นำเสนอ เคร่งเครียดจริงจัง และมีรูปแบบชัดเจนตายตัว เช่น รูปแบบข่าว หรือ สารคดีเชิงข่าว

แต่ประวัติศาสตร์การสถาปนาสถานภาพของภาพยนตร์ กลับถูกสถาปนาขึ้นมาอย่างตรงกันข้าม

ภาพยนตร์ในความหมายทั่วไป  ถูกเข้าใจว่าในสถานภาพของความเป็นเรื่องแต่ง (Fictional form) มีจินตนาการสูง ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการถ่ายทอดเนื้อหา ใช้ศิลปะในการเล่าเรื่อง เช่น ตัดต่อ สี การจัดแสง และ การแสดง  แม้จะเป็นภาพยนตร์สารคดีที่วางสถานภาพตนเองบนพื้นฐานของ Non-fictional form หรือ เล่าเรื่องบนพื้นฐานข้อเท็จจริง (Actuality) แต่ภาพยนตร์สารคดีก็ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกตั้งคำถามเรื่อง ‘อัตวิสัย’ (Subjectivity) ของแหล่งข้อมูลชนิดนี้เนื่องจากภาพยนตร์สารคดีถูกพิจารณาให้เป็นสื่อที่แสดงตัวตน และใส่ความเห็นมุมมองหรือ point of view ของทีมงานผู้สร้างอยู่ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่โลกวิชาการมักจะตั้งเงื่อนไขให้ระมัดระวัง

 

อย่างไรก็ตามในระยะหลังความเชื่อเช่นนี้ก็โดนตั้งคำถามอย่างคลางแคลงใจในแวดวงวิชาการด้วยว่าคลิปข่าว ข่าว หรือสารคดีเชิงข่าว น่าเชื่อถือจริงหรือ และ ‘ความเป็นจริง’ สามารถพิสูจน์ได้ในระดับที่อ้างอิงได้จริงหรือไม่ เพราะภาพเคลื่อนไหวหรือแม้แต่ภาพนิ่งก็ผ่านการตัดต่อ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางมุมมองของผู้สร้างหรือเป็นอัตวิสัยเหมือนกัน  ยังไม่รวมอัตวิสัยด้านอื่นเช่น การคัดเลือกประเด็นที่นำเสนอ (ทำไมเสนอประเด็นนี้ ไม่เสนอประเด็นอื่น) และคัดเลือกแหล่งข่าวด้วย (ทำไมเลือกคนนี้ ไม่เลือกคนอื่น)

ยิ่งในโลกสื่อดิจิทัลด้วยแล้ว ความผิดพลาด บิดเบือน สร้างข่าวปลอม ภาพตัดต่อรีทัช เนื้อหาผิดพลาด เป็นไปอย่างแพร่หลาย  การอ้างอิงข่าวหรือคลิปข่าวยิ่งเสี่ยงต่อการไม่น่าเชื่อถือในงานวิชาการมากยิ่งขึ้น  ยกเว้นว่าสำนักข่าวนั้นๆ ได้สะสมบารมีในการสถาปนา ‘ความเป็นจริง’ ผ่านการทำข่าวมาอย่างยาวนาน

 


Doc+Ed Project คืออะไร?

Doc+Ed Project เป็นโปรเจคต์นำความรู้เกี่ยวกับสารคดี ทั้งเทคนิคการถ่ายทำสำหรับมือใหม่ นิยาม-ความหมาย ประวัติศาสตร์ และทฤษฎีทางภาพยนตร์สารคดีมาถ่ายทอดแก่ทุกท่าน นำทีมโดย ครูจุ๊ย – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พร้อมนักเรียน-นักศึกษาจากหลากหลายสถาบันร่วมกันสร้างสรรค์โปรเจคต์นี้ขึ้นมา

« “เท่าที่เราจะเล่าในหนัง” : คุยกับจิราพร แซ่ลี้ ผู้กำกับสารคดีสั้น “ตลาดน้อย story”
SEED: THE UNTOLD STORY »