Doc+Talk “กลัวตกงาน รัฐสวัสดิการช่วยได้?” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี Posted in: Articles – Tags: , , , , , ,

หมายเหตุ : ถอดเทปและเรียบเรียงจาก Doc+Talk ครั้งที่ 14 เสวนาโดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ดำเนินรายการโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (หลังการฉายหนัง Thanks Boss! วันที่ 21 เม.ย. 2561)

 

สำหรับคนติดตามวงการแฟชั่น ย่อมรู้จักชื่อ LVMH หรืออาณาจักรธุรกิจแฟชั่นของมหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซึ่งซื้อแบรนด์ดังมาไว้ในครอบครองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์, เคนโซ ฯลฯ แต่อีกด้านหนึ่ง LVMH ก็เป็นศัตรูของผู้ใช้แรงงานชาวฝรั่งเศสจำนวนมากซึ่งถูกบริษัทไล่ออกอย่างไม่ปรานีหลังเข้ากว้านซื้อกิจการและยุบแผนกที่ “ไม่จำเป็น” ทิ้ง

“ครอบครัวคลือร์” ถูกเลือกมาเป็นซับเจ็กต์หลักของหนังสารคดีสุดกวนเรื่อง Merci Patron! (หรือ Thanks Boss!) ซึ่งกำกับโดย ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็ง (François Ruffin) แอ็กติวิสต์และ บก. “ฟาคีร์” หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย (ซึ่งปัจจุบันได้รับเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งส.ส.ในสภาฝรั่งเศสไปแล้ว) รูฟแฟ็งอุปโลกน์ตัวเองเป็น “ผู้สมานรอยร้าวและสร้างความปรองดองระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ” ด้วยการพยายามจับสองฝ่ายมาสนทนากันเพื่อหาทางออกไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าด้วยสารพัดเล่ห์เหลี่ยม

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิเคราะห์การเมือง นักวิชาการ และนักวิจารณ์หนัง จับมือ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์จากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาและเชื่อมั่นในระบบรัฐสวัสดิการ มาพูดคุยต่อยอดหลังดูหนังเรื่องนี้ เพื่อดูว่า “รัฐสวัสดิการ” ที่อื่นมีที่มาอย่างไร มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมันอาจลบมายาคติเก่าๆ อันน่าสิ้นหวังของเราได้

 

QUOTE
มีงานวิจัยออกมาว่า คนไทย 80% รับรู้ว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่ด้วยสถานะจริงๆ ทางเศรษฐกิจอาจไม่ใช่ …เอาแบบนิยามง่ายๆ ชนชั้นกลางคือคนที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในระบบเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง คือไหลไปตามระบบแล้วชีวิตค่อยๆ ดีขึ้น หากอยู่บนฐานนี้จริงๆ แล้วคนชั้นกลางมีอยู่ 40% เท่านั้น นั่นหมายความว่ามีคนไทยอีกพอกันคือ 40% ที่จริงๆ แล้วเป็นชนชั้นล่างแต่เข้าใจว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง เข้าใจว่าตัวเองสามารถจะไต่ระบบขึ้นไปได้ หากเอาตัวเลขมาแบกันซึ่งหน้าเพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเราปลอดภัยในระบบที่ไร้สวัสดิการไหม งานวิจัยที่ทำโดยนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านบัญชี/บริหารจากของคณะพาณิชย์ จุฬาฯ เขาบอกมาว่าคนไทยมีแค่ 30% เท่านั้นที่จะปลอดภัยหลังเกษียณ อีก 70% ต้องทำงานจนตายคือทำงานจนอายุขัยเฉลี่ยที่ 70 ปี

ผมลองคำนวณดู ถ้าในบริบทค่าครองชีพแบบไทยที่เราจะกระเถิบสู่การเป็นรัฐสวัสดิการแบบนอร์ดิก ใช้เงินประมาณ 400,000-500,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น …คิดเป็นประมาณ 25% ของงบรายจ่ายประจำปี ซึ่งในงบประมาณของเรามันมีสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่เยอะมาก ลองให้ทำประชามติว่า จะเอาเรือดำน้ำหรือรัฐสวัสดิการ

ระบบที่ดีไม่มีโชคช่วย คำตอบคือ “ประชาธิปไตย+สหภาพแรงงาน”

“จริงๆ แล้วถ้าดูประเทศในกลุ่ม OECD หรือประเทศที่มีรายได้สูง ฝรั่งเศสก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีการคุ้มครองแรงงานในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองหลังจากการว่างงาน” ษัษฐรัมย์เกริ่นนำ หลังจากกล่าวถึง Merci Patron! ว่าเป็นหนังที่อาจจะเน้นให้เห็นแทคติกการต่อสู้ของขบวนการแรงงาน มากกว่าจะพูดเรื่องสวัสดิการโดยตรง แต่ก็สามารถต่อยอดความคิดให้เห็นเรื่องชีวิตหลังถูกเลิกจ้างได้

“กลับมาที่บ้านเรา ส่วนที่จะคุ้มครองคนที่ถูกเลิกจ้างรวมถึงคนว่างงานต่างๆ ในโมเดลทั่วไปคือ การชดเชยจากประกันสังคม ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด การลาออกด้วยตัวเองจะมีการชดเชยอยู่ที่ 3 เดือน เดือนหนึ่งประมาณ 4,000 กว่าบาทเป็นเวลา 3 เดือน ถ้าถูกเลิกจ้างก็จะได้สวัสดิการประกันสังคมเป็นเวลา 6 เดือน แต่ก็ให้อยู่ที่ 4,000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าต่ำ

“การที่ฝรั่งเศสเขามาถึงจุดนี้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย จริงๆ แล้วฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาพของการต่อสู้มาตลอดเวลา ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ปัจจุบันฝรั่งเศสถูกจัดอยู่ในสาธารณรัฐที่ 5 (Fifth Republic) นี่คือระบบการเมืองของเขา แค่ชื่อก็บอกแล้ว มันหมายความว่าเคยมีสาธารณรัฐที่ 1 2 3 4 แล้วถูกคั่นด้วยจักรวรรดิที่ 1 2 3 4 การแบ่งแบบนี้คือ  ในช่วงเวลาเพียง 200 กว่าปีในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงก็มิได้หมายความว่าคุณจะได้สิ่งที่ดีที่สุด มีสิ่งที่ผิดพลาด ประชาธิปไตยนำสู่การรบราฆ่าฟัน นำสู่การคอร์รัปชัน นำสู่การผูกขาดเผด็จการรัฐสภา ฝรั่งเศสเคยผ่านมาหมด มีการยอมยกอำนาจให้กับนายพลด้วย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ผ่านมาในเวลา 200 ปีคือการที่ประชาชนฝรั่งเศสยืนยันว่าสุดท้ายแล้วคุณต้องพยายามมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยเพื่อให้มันดีขึ้น” 

“อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ไปนำสู่สวัสดิการระดับสูงของฝรั่งเศส ก็คือ การต่อสู้ของสหภาพแรงงาน แม้ว่าฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่มีการต่อสู้ของขบวนแรงงานที่ยาวนานและต่อเนื่อง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หรือประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกับหลายประเทศในยุโรปรวมถึงในสหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา นั่นคือ การคืบเข้ามาของลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)”

 

“เสรีนิยมใหม่” คู่ปรับรัฐสวัสดิการ

“ลัทธิเสรีนิยมใหม่ คือการพยายามเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างๆ สามารถแสวงหากำไรได้อย่างเต็มที่ ตัดสวัสดิการของคนเพื่อให้กลุ่มทุนสามารถสะสมอะไรได้ง่ายขึ้น ในอังกฤษคือยุค มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) ในสหรัฐอเมริกาคือยุค โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) แต่ในฝรั่งเศสมีความน่าสนใจในช่วงที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่คืบคลานเข้ามา เนื่องจากว่ากระแสความเป็นซ้ายเกาะอยู่ในสังคมฝรั่งเศสมานาน คนที่ผลักดันให้ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่กลายเป็นพรรคสังคมนิยมภายใต้ ฟรองซัวส์ มีแตร็อง (François Maurice Adrien Marie Mitterrand) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีภายใต้เงื่อนไขของพรรคสังคมนิยมที่มีความก้าวหน้าทางการเมืองแบบซ้าย ใช้โวหารแบบซ้าย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังพยายามที่จะลดสวัสดิการและจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานภายใต้โวหารที่ว่า ‘ให้สหภาพแรงงานเงียบๆหน่อย ให้กลับมาเป็นเด็กดีเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่เราสามารถจะก้าวไปด้วยกันได้’ นั่นจึงเป็นขาลงของสวัสดิการฝรั่งเศส จนกระทั่งมีเหยื่อผู้ถูกเลิกจ้างที่เราเห็นในหนัง พวกเขาเป็นคนที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานในยุคที่ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ลัทธิเสรีนิยมใหม่นี่เอง ส่วนไทยเราไม่ต้องแปลกใจที่ไม่มีภาพแบบนั้น เพราะว่าเรามีสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่แค่ 3% ของแรงงานทั้งหมด”

 

ฟรองซัวส์ รูฟแฟ็ง (ซ้ายสุด) ในหนัง Merci Patron! (Thanks Boss!)

อย่าหมดหวังพลังสหภาพแรงงาน

“มีแตร็องได้รับความนิยมมากในฝรั่งเศสประมาณทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นกระแสใหญ่ของลัทธิเสรีนิยมใหม่ทั่วโลก ทีนี้ ณ ปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศที่กระบวนการสหภาพแรงงานในฝรั่งเศสเริ่มฟื้น และรูฟแฟ็งก็เป็นคนนึงซึ่งโตมาจากการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ใช้สหภาพแรงงานเป็นฐานจนตัวเองดังและดันตัวเองเข้าสู่สภาได้” ศิโรตม์ชวนตั้งคำถาม “ทำไมตอนนี้การกลับมาเกิดใหม่ของขบวนการแรงงานในฝรั่งเศสถึงมีขึ้นได้ ในเมื่อปี 1980 มันถูกพรรคสังคมนิยมทำให้หมดบทบาทไป 20-30 ปีผ่านไปสหภาพแรงงานกลับฟื้นขึ้นมาแล้วยังสามารถส่งนักการเมืองรุ่นใหม่ของฝรั่งเศสเข้าไปอยู่ในสภาได้ มันเกิดอะไรขึ้น”

 

มายาคติว่าด้วยสังคมนิยม “สิ่งดีที่เป็นไปไม่ได้”

“สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสเฉพาะในฝรั่งเศสหรือในยุโรปอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดในไทยด้วย” ษัษฐรัมย์เล่า “จริงๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 หลังสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นช่วงที่อาจารย์ศิโรตม์เริ่มเรียนปริญญาตรี แล้วถัดมาอีกไม่กี่ปีผมก็เข้าสู่การเรียนคณะรัฐศาสตร์ ตอนนั้นมีกระแสที่ส่งทอดตามกันมา นั่นคือ สังคมนิยมหรือความเป็นซ้ายเป็นเพียงแค่ ‘รสนิยม’ ขณะเดียวกันคนที่สอนเราแม้ว่าจะเป็นอดีตฝ่ายซ้าย เป็นคนที่เคยเข้าป่า แต่ก็พยายามที่จะบอกว่ามันเป็นสิ่งดีที่เป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งนักวิชาการฝ่ายซ้ายหรือขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายต่างๆ ในทศวรรษ 1990 ก็ไปคัดแนวคิดของแธตเชอร์มา ‘TINA: There is no alternative ไม่มีทางเลือก’ คุณจะชอบหรือชัง คุณก็ต้องอยู่กับระบบทุนนิยมไป มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สมัยผมเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ อาจารย์ท่านหนึ่งเป็นเสรีนิยมมากๆ เราเถียงกัน พออาจารย์เห็นผมพูดด้วยสำนวนที่มันซ้ายหน่อย อาจารย์ก็บอกว่า ‘โอเค ผมเข้าใจคุณนะ ถ้าคุณอายุยังไม่ถึง 25 คุณไม่เป็นซ้าย คุณเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ แต่คอยดูต่อไป ถ้าคุณอายุเกิน 25 แล้วยังเป็นซ้ายอยู่ แสดงว่าคุณไม่มีสมอง’ มันมีวลีในลักษณะนี้”

“ถ้าอาจารย์ไม่ได้จบมาจากฝรั่งเศส แต่เป็นที่อื่นก็เข้าใจได้ เพราะถ้าคุณเรียนฝรั่งเศส แล้วคุณบอกว่าเรื่องซ้ายหมดไปแล้ว คุณก็คือตัวตลกนะ” ศิโรตม์เสริม “เพราะในฝรั่งเศสคนจำนวนมากก็ยังเชื่อว่าความคิดแบบสังคมนิยมหรือความคิดแบบซ้ายยัง make sense กับโลกอยู่ แม้กระทั่งรูฟแฟ็งเอง การทำหนังของเขา บทบาทของเขาก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสดีเบทกันว่ามันเป็นแนวทางที่ถูกหรือไม่ถูกด้วยเหมือนกัน”

 

กระแสตีกลับ “ซ้าย” ผงาด ฆ่าไม่ตาย

“ถ้าขยายความต่อจากอาจารย์ศิโรตม์ ด้านนึงก็คือ มันเป็นขาลงจริงๆ” ษัษฐรัมย์อธิบายต่อ “ ในช่วง 1990 – 2000 ต้นๆ ความเป็นซ้ายกลายเป็นตัวตลก แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นไวมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เราจะเห็นชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกา เราจะเห็นขบวนการเป็นคล้ายๆ เวิลด์ โซเชียล ฟอรัม (World Social Forum) ขบวนการที่ชูคำขวัญที่ว่า ‘Another world is possible มีโลกใบใหม่ที่เป็นไปได้’ มันเกิดขึ้นอย่างไวเช่นเดียวกัน แล้วกระแสนี้ก็กลับขึ้นมาในยุโรปเลยเป็นกระแสแบบที่สร้างคนอย่างรูฟแฟ็งขึ้นมา แม้กระทั่งฝ่ายซ้ายที่เคยมีอยู่ก็เริ่มมีคำถามว่าพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสสามารถเป็นทางออกได้ไหมกับสูตรการต่อสู้แบบเดิมๆ จำเป็นต้องมีทางออกใหม่ไหม จนนำสู่การสร้างจินตนาการขึ้นมาว่า เราสามารถสร้างโลกใหม่ขึ้นมาได้  สิ่งเหล่านี้ก็กลับเข้ามาในฝรั่งเศส ในอังกฤษ ในเยอรมนี เช่นเดียวกับในสแกนดิเนเวียที่ถ้าย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อนหลายคนบอกว่านอร์ดิกโมเดล (Nordic model) ใช้ไม่ได้แล้ว แต่ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมากระแสความเป็นสังคมนิยมก็กลับมาอีกครั้ง อันนี้ก็คงไม่ได้เป็นการตีความเกินเลยถ้าจะบอกว่ามันไม่ได้จำเพาะอยู่เฉพาะในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา เราเริ่มเห็นสัญญาณว่าการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นมีนักการเมืองที่ชูอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่จะเริ่มชนะการเลือกตั้งมากขึ้น

สิ่งที่ผมค่อนข้างตกใจมากคือ แม้กระทั่งในสังคมไทย ถ้าคุณย้อนกลับไป 6-7 ปีก่อน การพูดถึงเรื่องคำว่ารัฐสวัสดิการ การพูดถึงแม้กระทั่งคำว่าฝ่ายซ้าย ความเป็นซ้ายอะไรต่างๆ นี้ นอกจากมีภัยคุกคามแล้วก็ยังเป็นตัวตลก แต่ผมคิดว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้กระแสมันกลับเป็นอีกด้านหนึ่ง คนก็เริ่มตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้มากขึ้น”

 

สังคมไทยไม่มีเนื้อดินเหมาะสำหรับแนวคิดรัฐสวัสดิการ?

“ในบริบทของฝรั่งเศส การพูดเรื่องสหภาพแรงงานหรือรัฐสวัสดิการเกิดขึ้นบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่เข้มข้น มีสาธารณรัฐที่ 5 เคยมีปารีสคอมมูน (Paris commune) ปี 1968 มีการลุกฮือของนักศึกษา ประชาชนฝรั่งเศสซึ่งบางคนก็มองว่ามันคือปารีสคอมมูนเวอร์ชัน 2 โดยสรุป มันมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ความคิดแบบรัฐสวัสดิการหรือว่าสังคมสวัสดิการที่มีสหภาพแรงงานเป็นฐานเดินหน้าต่อได้ เพราะมีประวัติศาสตร์การต่อสู้นานเป็นหลักร้อยปีแล้ว ประชาชนยึดเมืองหลวง นักศึกษายึดมหาวิทยาลัย แต่ในกรณีของประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่เรามีคือประวัติศาสตร์ที่ประชาชนถูกปราบ นักศึกษาถูกฆ่ากลางมหาวิทยาลัย แล้วเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศนี้คิดเรื่องรัฐสวัสดิการหรือว่าเชื่อว่าการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานหรือการรวมตัวรูปแบบอื่นมันจะสร้างสังคมสวัสดิการได้ มันอยู่ตรงไหน” ศิโรตม์ถาม

 

คติแบบฝรั่งเศส “ทุกอย่างได้มาด้วยการต่อสู้ และปัญหาไม่เคยหายไป”

“สิ่งที่จะนำเสนอนี้ ผมนำมาจากเว็บอื่นที่ non-PC (non-political correctness) มากๆ นะครับ คือไม่ได้ถูกต้องทางการเมือง แต่เขาทำมาเหมือนกับเพื่อจะล้อเล่นกับวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศ

“บนสุดเป็นประเทศเยอรมนี เวลามีปัญหา problem ลูกศรจะโยงไปการแก้ไข solution เลย แต่ถ้าเป็นสหรัฐอเมริกา มีปัญหาปุ๊บก็ต้องถามหาสงครามแล้วค่อยนำสู่ solution นี่เป็นคาแร็กเตอร์ขำๆ ของประเทศต่างๆ ที่คนภายนอกมอง ข้างล่างสุดด้านขวามือก็คือฝรั่งเศส เวลาคนข้างนอกมองฝรั่งเศส จะรู้สึกว่าเวลาคนฝรั่งเศสเกิดปัญหา สิ่งที่เขามักจะทำคือทำให้ทุกอย่างมันยุ่งมากขึ้นด้วยการประท้วง แต่ปัญหาก็ไม่เคยหายไป ปัญหายังคงอยู่ นี่เป็นสิ่งที่คนข้างนอกล้ออำคนฝรั่งเศสว่าทำไมต้องเล่นใหญ่ดราม่ากับทุกเรื่อง แต่ในความตลกนี้ ผมว่ามันมีสิ่งที่น่าสนใจ ถ้าเราดูความยุ่งเหยิงที่ว่านี้ก็จะเห็นวิธีการคิดในวัฒนธรรมการเมืองแบบฝรั่งเศสว่า มันไม่มีอะไรง่าย ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ แลกมาด้วยการถกเถียง แลกมาด้วยการทำให้ทุกอย่างมันยุ่ง แล้วทุกอย่างก็ต้องไปจบอยู่ที่บนท้องถนน แม้ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่บ้าการออกแบบระบบ ลองดูระบบการเมืองที่เป็นกึ่งประธานาธิบดี กึ่งรัฐสภา มีประธานาธิบดีที่ชี้ขาดได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ มีอำนาจเป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เหมือนกับเป็น CEO ถ้าขัดแย้งกันระหว่างประธานาธิบดีกับนายกฯ สามารถให้ประชาชนทำประชามติได้ เป็นระบบที่ยุ่งยากมากเพราะว่าเขากลัวเผด็จการ แต่ถึงกระนั้น คนฝรั่งเศสก็พร้อมจะทิ้งระบบและลงไปต่อสู้ที่ท้องถนนถ้าเขาคิดว่าระบบนั้นมันไม่สามารถที่จะตอบโจทย์เขาได้ ไม่เป็นไรก็มีสาธารณรัฐที่ 6 ที่ 7 ต่อไปได้ มันเป็นไปได้ในการออกแบบระบบเขา

อีกส่วนที่ว่า ‘ปัญหาไม่เคยหายไป’ นี่เป็นหัวใจสำคัญ ถึงแม้คนฝรั่งเศสจะเชื่อเรื่อง Brave New world มาก หมายถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมวลชนอะไรประมาณนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร การต่อสู้ครั้งหนึ่งก็จะนำสู่ปัญหา แล้วก็นำสู่การตั้งคำถามว่าต่อสู้ต่อไหม อันนี้เป็นลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองที่น่าสนใจของฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน”

 

(ซ้าย) ลีโซซอน แม่ของ ชุนเตอิล ร้องไห้ในงานศพของลูกชาย วันที่ 18 พ.ย. 1970 หลังจากชุนจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงความอยุติธรรมที่แรงงานได้รับ / (ขวา) โปสเตอร์ A Single Spark (1995) หนังชีวประวัติชุนเตอิล กำกับโดยปักกวังซู

 

อย่าติดหล่ม “ต้องใช้เวลา – ที่อื่นใช้ 200 ปี เราเพิ่งเริ่ม”

“ย้อนกลับมาในประเด็นของอาจารย์ศิโรตม์ว่า ในไทยมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดูแตกต่างกับฝรั่งเศสอย่างมาก เราจะเห็นเทคโนแครต (technocrat) บ้านเราโดยเฉพาะด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่เวลามีรัฐประหารก็จะเข้าไปอยู่ในแวดวงของการออกแบบนโยบาย โดยมักมีคำพูดว่า ‘ประเทศฝรั่งเศสใช้เวลาสองร้อยปีกว่าจะได้ประชาธิปไตย กว่าจะได้สวัสดิการที่ก้าวหน้าแบบนี้ ประเทศไทยเราเพิ่งไม่กี่ปีนี้เอ งฉะนั้นก็ต้องใช้เวลาร้อยสองร้อยปีเหมือนกัน’ ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้สูตรสมการแบบนี้ เพราะมันมีเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมที่จะเดินหน้าไป

ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ในทศวรรษ 1950-1960 มีนักวิชาการทำนายว่า ไม่มีทางเจริญ เพราะเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากร ผู้คนยากจน ไร้การศึกษา โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่มี ถูกชาติมหาอำนาจญี่ปุ่นกับจีนผลัดกันยึด แถมมีปัญหาของเกาหลีเหนืออยู่อีก แต่มันกลับมีจุดเปลี่ยนสำคัญ หลายคนบอกว่าเพราะว่าเผด็จการปาร์คที่นำการพัฒนา แต่ผมมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของเกาหลีใต้คือในช่วงทศวรรษ 1970-80 เกิดเหตุการณ์วันที่ 18 พฤษภาคม การปิดล้อมฆ่านักศึกษาในเมืองกวางจู แล้วก็มีผู้เสียชีวิตเกือบพันคน ในช่วงเวลาเดียวกันก็มีเหตุการณ์ชุน เต-อิล (Chun Tae-il) กรรมกรที่จุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงความไม่เป็นธรรมในกฎหมายแรงงานเกาหลีใต้  สองเหตุการณ์นี้นำสู่การสร้างฉันทามติในเกาหลีใต้ว่า ถ้าคุณอยากให้เราไปด้วยกันสิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายกับการที่คุณจะเอาปืนมาไล่ยิงประชาชน การที่คุณจะมองข้ามผู้ใช้แรงงานในลักษณะแบบนี้ มีการเอาผู้เผด็จการต่างๆ มาลงโทษ โดนเอายศออก ก็โดนดำเนินคดีตามกฎหมายไป  แต่ของไทยเราไม่เคยดำเนินคดี”

 

ประชาธิปไตย กับ รัฐสวัสดิการ อะไรเกิดก่อนกัน

“ผมสอนวิชาหนึ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชื่อ เศรษฐกิจการเมืองว่าด้วยรัฐสวัสดิการ นักศึกษาถามเช่นเดียวกันกับอาจารย์ศิโรตม์ว่า สรุปแล้วประชาธิปไตยกับรัฐสวัสดิการอะไรเกิดก่อน คนมีประชาธิปไตยแล้วคนมีอำนาจ คนก็จะทวงถามรัฐสวัสดิการ หรือว่ามีรัฐสวัสดิการแล้ว ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศก็เลยนำสู่การเรียกร้องประชาธิปไตย?

ถ้าเราไปดูในหลายประเทศที่มีการพัฒนารัฐสวัสดิการขึ้นมา จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันสามารถเกิดขึ้นไปในช่วงเวลาเดียวกันได้ เป็นการเสริมแรงซึ่งกันและกัน แม้วันนี้เราจะมีประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าประชาธิปไตยที่เรามีสามารถนำสู่คุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีมากขึ้น คนก็จะทวงถามประชาธิปไตยมากขึ้น พอได้ประชาธิปไตยมากขึ้นก็จะทวงถามตัวรัฐสวัสดิการที่จะถ้วนหน้ามากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องพับอะไรเก็บไว้ก่อนเพื่อไปสู้กับอีกอย่างหนึ่ง

 เหมือนกับสูตรสมัยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท. ข้อเสนอของจิตร ภูมิศักดิ์ หรือแม้กระทั่งอดีตนักวิชาการฝ่ายซ้ายหลายคนบอกว่า ต้องไปสามัคคีกับนายทุนเพื่อสร้างประชาธิปไตยก่อน ผมคิดว่าไม่ใช่ เราสามารถต่อต้านนายทุน ต่อต้านระบบทุนนิยมที่ไม่เป็นธรรม ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยควบคู่กันได้ เพราะจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องเดียวกัน  เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) เขียนไว้ในหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์โดยย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่’ เขาเขียนไว้ในบทหนึ่งว่า เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาไปเต็มขั้น สิ่งที่ตามมาคือเป็นลัทธิอนุรักษ์นิยมใหม่ การใช้จารีต ประเพณี ชาตินิยม ครอบครัวนิยม ความสัมพันธ์ที่เหลื่อมล้ำระหว่างชาย-หญิงมาควบคุมความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามมา เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกัน การผูกขาดของระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยกับการผูกขาดของระบบทุนนิยม”

 

ใครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ยกมือขึ้น!!!! …(กริบบบ)

“ในบริบทที่สหภาพแรงงานอ่อนแอมากอย่างในบ้านเรา รัฐสวัสดิการมันจะเกิดได้ ฝรั่งเศสมีกลไกป้องกันไม่ให้การตกงานมันเจ็บปวด แต่ของไทยเราจะสร้างกลไกลักษณะนี้ให้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาหรือคนงานในโรงงานหรือฟรีแลนซ์ได้ยังไง กุญแจที่จะไปสู่การปกป้องไม่ให้คนตกงานในสังคมไทยมันอยู่ตรงไหนในเงื่อนไขที่คนไม่เป็นสมาชิกสหภาพ ไม่เป็นสมาชิกขบวนการลูกจ้าง ไม่เป็นอะไรเลย” ศิโรตม์ตั้งคำถาม

“จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนในห้องนี้จะไม่มีใครเป็นสมาชิกสหภาพ เพราะว่าลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพของไทยมีอยู่แค่ 3% เอง ส่วนมากเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจด้วย ผมเคยไปงานเสวนาของสหภาพแรงงานก็พบความไม่น่าแปลกใจอีกด้านนึงเหมือนกัน ผมถามว่า พี่ๆ ที่เป็นสหภาพแรงงานมีใครเข้าสู่ตลาดแรงงานมาเมื่อปี 2540 ไหม ปรากฏว่าไม่มี หรือมีคนเดียว จากคนประมาณ 30-40 คน น่าสนใจมากเพราะแสดงว่าคนไทยเข้าสู่ระบบการจ้างงานแบบเป็นทางการน้อยลง สถิติล่าสุด มีไม่กี่ประเทศในโลกที่พอเศรษฐกิจโตแล้วเกิด informal worker หรือแรงงานนอกระบบเยอะมากขึ้น ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบขยายตัวมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่หลัก 10 กว่าล้านคนแล้ว” ษัษฐรัมย์อธิบาย

 นิยามแบบที่ง่ายๆ ของแรงงานนอกระบบก็คือ คนที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม สิ่งที่น่ากลัวและน่าแปลกใจสำหรับประเทศไทยคือ เศรษฐกิจของไทยเติบโต แต่การเติบโตที่ว่านี้กลับทำให้แรงงานอยู่นอกระบบมากขึ้น  และจากการวิจัยของอาจารย์แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ซึ่งศึกษาแรงงานนอกระบบพบว่าส่วนมากเป็นแรงงานที่ยากจน มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน คนเหล่านี้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินแล้วก็ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดนอกจาก 30 บาทรักษาทุกโรค ลักษณะแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเพราะด้านหนึ่งกลุ่มทุนของเราขยายตัวมากขึ้น แต่อำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานก็ต่ำลง”

 

คนไทยรู้สึกไวกับ “การลิดรอนสิทธิโดยสัมพัทธ์”

“กลับมาที่คำถามของอาจารย์ศิโรตม์ว่า ในบริบทแบบนี้ที่กลุ่มทุนใหญ่โตขนาดนี้และอำนาจต่อรองของเราน้อยลงขนาดนี้ เรามีทางออกไหม จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียว เพราะเราจะเห็นได้ว่าในปี 2544 เกิดจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ประเทศที่ยากจนอย่างเราสามารถมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมาได้ ทำให้ทุกคนสามารถไปหาหมอได้ฟรี ตอนนั้นไม่มีใครคิดเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นมาได้ แม้จะไม่มีการรวมตัวในสถานประกอบการ

แต่ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยของนักสังคมวิทยาการเมืองศึกษาพบว่า  คนไทยมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า relative deprivation หรือการถูกลิดรอนสิทธิโดยสัมพัทธ์ คนไทยมีเซนส์แบบนี้เร็วมาก ไวมาก ปกติแล้วไม่สนใจอะไร แต่ถ้าถูกละเมิดสิทธิรู้สึกไม่โอเค จุดติดได้ไวมาก ผมเชื่อว่าในวันนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนแม้แต่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคได้ หรือถ้าเรามองไปในช่วงปี 2553 2554 พูดในแง่ของปรากฏการณ์ทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง คนไทยในชนบทก็ถูกกดขี่ไม่เป็นธรรมมาเป็นร้อยเป็นพันปี สภาพของคนชนบทก็ย่ำแย่มานาน ทำไมจู่ๆ วันดีคืนดีถึงกล้าที่จะออกมาปิดถนนใจกลางกรุงเทพฯ ของชนชั้นกลางเพื่อแค่ให้รัฐบาลในขณะนั้นยุบสภาและมีการเลือกตั้ง ทั้งที่คนบอกว่าประชาธิปไตยไทยเป็นประชาธิปไตย 4 วินาที เดินออกไปนอกคูหาก็จบ แต่จู่ๆ วันหนึ่ง 4 วินาทีที่เขาบอกว่าเป็นของคุณมันไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป จึงเกิดกระแสของคนปริมาณมากที่ไม่พอใจและสามารถที่จะเดิมพันและเสี่ยงได้แม้กระทั่งชีวิต ตรงนี้ก็เป็นสัญญาณที่น่าสนใจเรื่อง relative deprivation ถ้ามันจุดติดขึ้นมาอีกในการเขยิบสวัสดิการให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยก้าวกระโดดไปอีกจุดหนึ่ง ทั้งในแง่ของวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า 

 

ไม่แคร์สวัสดิการเพราะฉัน (คิดไปเองว่า) เป็นคนชั้นกลาง

“พอพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ โจทย์หนึ่งจากฝั่งของคนที่ไม่ชอบเรื่องนี้มักโยนมาคือ คนไทยพร้อมจ่ายภาษีมากขึ้นหรือเปล่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษี คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เสียภาษี แล้วทำไมต้องมีการกันภาษีจำนวนมากไปให้กับการสร้างสังคมสวัสดิการ” ศิโรตม์ถามต่อ “ประเด็นแบบนี้มันยังจะมีพลังในการสกัดสังคมไทยไม่ให้เกิดสังคมสวัสดิการไหม”

 มีงานวิจัยออกมาเหมือนกันว่า คนไทย 80% รับรู้ว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่ด้วยสถานะจริงๆ ทางเศรษฐกิจอาจไม่ใช่” ษัษฐรัมย์ให้คำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “เอาแบบนิยามง่ายๆ ชนชั้นกลางคือคนที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในระบบเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง คือไหลไปตามระบบแล้วชีวิตค่อยๆ ดีขึ้น หากอยู่บนฐานนี้จริงๆ แล้วคนชั้นกลางมีอยู่ 40% เท่านั้น นั่นหมายความว่ามีคนไทยอีกพอกันคือ 40% ที่จริงๆ แล้วเป็นชนชั้นล่าง แต่เข้าใจว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง เข้าใจว่าตัวเองสามารถจะไต่ระบบขึ้นไปได้ หากเอาตัวเลขมาแบกันซึ่งหน้าเพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเราปลอดภัยในระบบที่ไร้สวัสดิการไหม งานวิจัยที่ทำโดยนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านบัญชี/บริหารจากของคณะพาณิชย์ จุฬาฯ เขาบอกมาว่าคนไทยมีแค่ 30% เท่านั้นที่จะปลอดภัยหลังเกษียณ อีก 70% ต้องทำงานจนตายคือทำงานจนอายุขัยเฉลี่ยที่ 70 ปี

30% ที่รอดนั้นเขาใช้ตัวเลขว่าเงินเดือนตอนอายุ 25 สตาร์ทที่ 30,000 บาท แล้วก็ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ประมาณ 5-10% แล้วก็มีการปรับเงินเดือนขึ้นปีละ 8% ถึงจะมีชีวิตที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นเอาเข้าจริงแล้ว ในสังคมไทยจะมีชนชั้นที่สูงมากเป็นพวก Hyper elite คนกลุ่มนี้ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องทำตามกติกาที่เขาวางให้เราทำด้วยซ้ำ เช่น ตั้งใจเรียนหนังสือ ขยันทำงาน อดทน ซื้อประกัน ฯลฯ เขาก็มีชีวิตที่ปลอดภัยได้อยู่แล้ว แต่คนจำนวนมากเป็นคนที่มีชีวิตที่ไม่ปลอดภัย เรียกว่าเป็นกลุ่มแรงงานเสี่ยงคือเป็นแรงงานที่แบกรับความเสี่ยงแทนชนชั้นนายทุนทั้งหมดเลย” 

 

ภาพจากเพจ “ทำไมเราต้องมีรัฐสวัสดิการ”

 

กลัวเสียภาษีไม่เป็นไร ยังไม่ต้องขึ้นภาษีก็นับหนึ่งเริ่ม ‘รัฐสวัสดิการ’ ได้!

“ทีนี้เมื่อพูดถึงรัฐสวัสดิการที่จะสามารถดูแลชีวิตคนให้มั่นคงปลอดภัยตั้งแต่เกิดจนแก่ ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ ในทางเศรษฐกิจผมคำนวณมาหลายครั้งแล้ว  งบที่จะใช้ไม่ได้เป็นอะไรที่เยอะขนาดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

สไลด์นี้เอามาจากเพจ ‘ทำไมเราต้องมีรัฐสวัสดิการ’ ผมลองคำนวณดู  ถ้าในบริบทค่าครองชีพแบบไทยที่เราจะกระเถิบสู่การเป็นรัฐสวัสดิการแบบนอร์ดิก ใช้เงินประมาณ 400,000-500,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นเอง งบรายจ่ายประจำปีของเราตอนนี้อยู่ที่ปีละ 2 ล้านล้านบาท งบกลาโหมอยู่ที่ 200,000 กว่าล้านบาท ยังมีงบด้านอื่นที่ถูกใช้ไปเพื่อกลุ่มเฉพาะที่เรายังปรับลดได้อีก เช่น เรื่องการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร ฯลฯ เราสามารถมีเงินเดือนเด็กให้เด็กที่เกิดมาได้ เพราะการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้เงินราว 3,000 บาทต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ หมายความว่าพ่อแม่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่เงินเดือนค่าจ้างขั้นต่ำ 9,000 บาท พอมีลูกต้องจ่ายประมาณ 30% ของเงินเดือนในการเลี้ยงดู ถ้าเรากระเถิบตัวนี้ให้เป็นสิ่งที่รัฐจ่ายให้ รวมถึงการมีเงินเดือนในขณะที่เรียนปริญญาตรี ด้วยตัวเลขที่ให้เท่ากับค่าครองชีพที่ กยศ.ให้กู้ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 26,000 บาทต่อปี และหนี้ กยศ.ก็เป็นหนี้เสียอยู่แล้วราว 50% ฉะนั้นมันเป็นตัวเลขที่สามารถปรับในทางเทคนิคและให้เปล่าได้โดยที่ไม่ได้ไปกระทบในด้านการคลังอะไรมาก 

 

โมเดลตั้งต้นใช้งบ 4-5 แสนล้าน เลือกเรือดำน้ำหรือสวัสดิการ?

“ผมเข้าใจว่าในระยะแรก เราไม่จำเป็นต้องปรับฐานภาษีแบบมีนัยสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็มีฐานภาษีบางอย่างที่เราไม่เคยเก็บและจำเป็นต้องเก็บ เช่น ภาษีที่ดินของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ภาษีมรดก มีคนบอกว่าภาษีเหล่านี้เก็บได้น้อยเพราะพวกกลุ่มทุนก็จะมีวิธีการซิกแซ็กของเขา แต่มันก็จะเป็นเรื่องของการลดอำนาจทางการเมืองด้วย ทุกวันนี้อำนาจทางการเมืองกับอำนาจทางเศรษฐกิจในบ้านเราเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นในประเทศไทยผมยืนยันว่ามันเป็นไปได้ หากพูดถึงแค่ 3-4 เรื่อง คือ เด็กทุกคนเกิดมามีเงินเดือนละ 2,000 บาทจนอายุ 18 ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้รับเงินเดือนต่อเดือนละ 2,000 กว่าบาทเท่ากับที่กู้ กยศ. เป็นเงินที่รัฐบาลโอนให้ประชาชนโดยตรงแต่ไม่ต้องใช้หนี้ รัฐบาลยกให้ จบปริญญาตรีมาทำงานมีประกันสมทบ ประกันสังคมเพิ่มเติมขึ้นมาทำให้คุณกินบำนาญได้สูงสุดถึง 15,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันประกันสังคมอยู่ได้บำนาญสูงสุดอยู่ที่ 7,700 บาท ถ้าขยับเพดานสมทบประกันสังคมขึ้นมานิดนึงเป็น 15,000 แล้วก็มีตัวยืนพื้นสำหรับเป็นเบี้ยผู้สูงอายุอยู่ที่ 2,500 บาทจะทำให้คนไทยทุกคนสามารถที่จะมีเงินบำนาญสูงสุดที่ประมาณ 18,000 บาท

การคำนวณให้ได้ตัวเลขพวกนี้ใช้เงินเพียงแค่ 400,000 – 500,000 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นประมาณ 25% ของงบรายจ่ายประจำปี ซึ่งในงบประมาณของเรามันมีสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่เยอะมาก ลองให้ทำประชามติว่าจะเอาเรือดำน้ำหรือรัฐสวัสดิการที่ผมพูดมา”

 

เป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ เหลือแต่การเมือง

“พอพูดถึงตัวเลข 400,000 – 500,000 ล้านบาท งบบัตรทองจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย ลองไปดูงานวิจัยของอาจารย์ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล เรื่องบัตรทอง 30 บาท ผมลองไขตัวเลขเพิ่มอีกนิดนึง หากสามารถกระเถิบบัตรทองขึ้นมาได้จาก 2,000 กว่าบาทต่อหัว จนตอนนี้กระเถิบขึ้นมาเป็น 3,000 นิดๆ กระเถิบเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 40% ให้มันไปอยู่ที่ 5,000 บาทต่อหัว แล้วเราก็รื้อฟื้นการใช้โรงพยาบาลบ้านแพ้วที่เคยใช้ริเริ่มในสมัยของรัฐบาลไทยรักไทยแต่ถูกจำกัดไป ถ้าเป็น 5,000 บาทต่อหัวจะเป็นการจูงใจให้โรงพยาบาลต่างๆ รับคนไข้สิทธิบัตรทองมากขึ้น สิ่งเหล่านี้รวมหมดแล้วพบว่าใช้งบประมาณ 400,000 – 500,000 ล้านบาทต่อปี แต่แน่นอนต้องมีการเก็บภาษีอะไรต่างๆ เพิ่มขึ้นในระยะยาว มันเห็นความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ

แต่ ความเป็นไปได้ทางการเมืองนั้นเรากำลังต่อสู้กับ 40% ของคนไทยที่คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางแล้วไต่ขึ้นไปได้ ถ้าเราทำให้สังคมปลอดภัย คนรวย คนจน ชนชั้นกลาง ใช้ระบบประกันสุขภาพอันเดียวกัน คนรวย คนจน ชนชั้นกลางส่งลูกเรียนที่เดียวกันได้ คนรวย คนจน ชนชั้นกลางสามารถไป community center คนแก่ อากง อาม่าของเราสามารถไปอยู่ในที่เดียวกันได้ ความเหลื่อมล้ำ แตกต่าง ขัดแย้งระหว่างชนชั้นก็จะน้อยลง ทุกวันนี้เหมือนอยู่คนละโลก 

 

ภาพจากเพจ “ทำไมเราต้องมีรัฐสวัสดิการ”

 

รัฐประหาร (บ่อยๆ) ตัดวงจนความเป็นไปได้ของรัฐสวัสดิการ

“ทำไมชนชั้นกลางจำนวนนึงถึงรู้สึกต่อต้านการมีรัฐสวัสดิการ ทั้งที่ต่อให้มีรัฐสวัสดิการเกิดขึ้น ตัวเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีมายาคติในหมู่คนชนชั้นกลางหรือคนมีเงินว่าหากมีรัฐสวัสดิการเกิดขึ้น ฉันจะเสียประโยชน์และฉันจะต้องเสียภาษีมากขึ้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง” ศิโรตม์ถาม

“ทัศนคตินี้ก็เป็นทัศนคติที่มีเหตุมีผล 1. เราไม่เชื่อว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ 2.พื้นที่ข้างล่างของไทยมันน่ากลัวมาก ถ้าคุณต้องเป็นชนชั้นล่างของประเทศไทย มันไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผมเคยทำวิจัยในพื้นที่ชุมชนแออัดย่านรังสิต เป็นแรงงานอพยพภายในประเทศ ทุกคนอพยพมาตอนวัยหนุ่มสาวอายุ 20 ต้นๆ จริงๆ แล้วไม่มีแรงงานอพยพคนไหนหรอกที่อยากอยู่ที่นี่ตลอดไป อันนี้ใช้เป็นสูตรสำเร็จได้ แม้แต่แรงงานข้ามชาติงานวิจัยก็พบว่าโดยมากจะอยู่ในประเทศไทยแค่ 5-7 ปี พอให้เก็บตังค์ซื้อบ้าน ส่งพ่อแม่ได้

แต่ทีนี้ในเมืองไทย ภาวะที่มันเกิดขึ้นก็เหมือนเวลาเราฟังเพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์+ตั้กแตน ชลดา เพลงอย่าง ‘นักร้องบ้านนอก’ แล้วเวลาผ่านมา 20 ปีมีเพลง ‘หนาวแสงนีออน’ คือเขาเปรียบเทียบว่ากองไฟที่บ้านเกิดของเขามันผิงแล้วก็ยังอุ่น แต่แสงนีออนตามโรงงาน ตามห้องพัก ห้องเช่าที่เขาอยู่ ยิ่งตากยิ่งหนาว เพราะเขาไม่รู้สึกเป็นเจ้าของประเทศนี้ ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของเมืองนี้ พอพื้นที่ข้างล่างมันน่ากลัว จะทำยังไง ครั้นจะไปหวังพึ่งทางการเมืองก็มีรัฐประหารทุกสิบปี การที่เกิดรัฐประหารบ่อยทำให้ความเป็นไปได้ต่างๆ มันหายไปด้วย ผมคิดว่าถ้าไม่มีรัฐประหารในปี 2549 จะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางการเมืองมากกว่านี้

 นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ว่าทำไมรัฐสวัสดิการถึงไม่เกิด เพราะมันมีมายาคติ ข้างล่างมันน่ากลัว พอข้างล่างน่ากลัวคุณก็พยายามถีบให้คุณขึ้นไป ก่อกำแพง บางคนยอมให้ลูกเรียนอินเตอร์ ตัวเองก็เป็นผู้ใช้แรงงานเงินเดือน 15,000-20,000 ยอมไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อจ่ายเทอมละ 20,000 เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเลื่อนลำดับทางชนชั้นได้ ซึ่งงานวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์ผมคนนึงเขาบอกว่าความเชื่อนี้ไม่จริง การเลื่อนลำดับชั้นผ่านการศึกษาของประเทศไทยไม่ใช่ของจริง มันเป็นแค่การคอนเฟิร์ม (confirm) สถานะที่คนมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องต้านรัฐประหารในขณะเดียวกันแล้วก็ทำลายมายาคติที่ว่าข้างล่างมันน่ากลัว แล้วเราต้องเอาตัวรอดไปในช่วงขณะหนึ่ง 

 

แล้วทำไมเราต้องยอมเสียภาษีเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เอาเงินมาดูแลตัวเองไม่คุ้มกว่าหรือ?

“ถ้าเป็นคนชั้นกลางฟังแล้วอาจมีโจทย์ว่าจะเอาเงินไปซื้อประกันเอกชน ไปส่งลูกเรียนอินเตอร์ หรือเอาเงินไปจ่ายภาษีเยอะๆ ให้กลายเป็นระบบสวัสดิการ แบบไหนถูกกว่ากัน” คือคำถามต่อมา

“การที่คุณเอาเอกชนมารับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของคน ผมไม่ได้ต่อต้าน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างมันต้องเป็นซ้ายแบบของสังคมนิยม แต่มันมีหลายอย่างที่ไม่ควรจะเป็นธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล เรื่องการประกันยามที่คุณแก่ชรา เหล่านี้ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เอกชนเข้ามาทำ เพราะพอคำนวณออกมา ในประเทศที่ผลักดันให้เอกชนทำสิ่งเหล่านี้ ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการที่คุณต้องซื้อประกันมันสูงขึ้นทุกปี แล้วในตอนท้ายสุดก็คือ คุณก็จะพบว่าบริษัทประกันก็จะรวยขึ้น กลุ่มทุนโรงพยาบาลก็จะรวยมากขึ้น แล้วก็เจ้าของบริษัทที่คุณเป็นลูกจ้างก็จะรวยมากขึ้น และภายใต้โมเดลนี้ คนที่จนลงคือคุณ เพราะคุณต้องทำงานหนัก แล้วก็ซื้อแพงมากขึ้น เพื่อให้มีชีวิตที่ดี

แต่ในประเทศรัฐสวัสดิการที่เป็นการจ่ายภาษีนั้น แน่นอนประเทศพวกนี้ภาษีสูงมาก สวีเดนสูงถึง 60% ของภาษีเงินได้ แถมมี Capital Gains Tax คุณขายหุ้นในตลาดหุ้นคุณต้องเสียภาษี 28% ขณะที่ในเมืองไทย 0% คนชอบคิดว่าถ้าเก็บภาษีสูงคนต้องจนและต้องอยู่กับสวัสดิการพื้นฐาน ปรากฏว่าก็ไม่ใช่ ประเทศพวกนี้ก็กลับกลายเป็นประเทศที่มีดัชนีกำลังซื้อของคนสูง มีดัชนีเสรีภาพสูง แล้วก็มีดัชนีด้านวัฒนธรรมที่ดี คนมี taste คนมีรสนิยมเพราะว่าคนมีเงิน แล้วก็ไม่ต้องคิดว่าจะต้องเอาเงินไปจ่ายค่าโรงเรียนลูก ส่งลูกเรียนอินเตอร์ ต้องเก็บไว้ให้พ่อแม่ยามแก่เฒ่า ฯลฯ งานวิจัยของอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด บอกว่าคนไทยมากกว่า 50% มีค่าใช้จ่ายคิดเป็น 70% ของเงินเดือนไปกับการกิน แม้ฟังดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่มองอีกด้านหนึ่งก็แสดงว่า รายได้ของคุณไม่สามารถทำให้คุณได้ไปซื้อตั๋วดูละครเวที ฟังเสวนา ไปท่องเที่ยวพบปะสังสรรค์ได้

“แสดงว่า การพูดว่า ‘ถ้ามีรัฐสวัสดิการ จะทำให้เราต้องเสียภาษีสูง’ เป็นโจทย์ที่ผิด เพราะหากเราไม่มีรัฐสวัสดิการ แต่ต้องไปจ่ายเรื่องประกัน เรื่องการเรียนของลูกเอง ค่าใช้จ่ายมันสูงกว่าการเสียภาษีด้วยซ้ำไป?” ศิโรตม์ถามทิ้งท้าย

“ผมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศที่พร่ำบอกเรื่องเสรีภาพในการเลื่อนชนชั้น อเมริกันดรีม แต่กลับเป็นประเทศที่มีสวัสดิการต่ำ เมื่อดูดัชนีการเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมก็ปรากฏว่าในสหรัฐอเมริกานั้น ถ้าคุณเกิดมาจน คุณมีโอกาสสูงถึง 60-70% ที่จะเห็นภาพชีวิตของคุณอยู่ในฐานะแบบเดิม แต่ในกลุ่มประเทศที่มีรัฐสวัสดิการคนจะมีตัวเลือกมากขึ้น จะไม่ถูกขังด้วยชาติกำเนิด มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น” ษัษฐรัมย์สรุป

การที่คุณเอาเอกชนมารับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของคน ผมไม่ได้ต่อต้าน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างมันต้องเป็นซ้ายแบบของสังคมนิยม แต่มันมีหลายอย่างที่ไม่ควรจะเป็นธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล เรื่องการประกันยามที่คุณแก่ชรา เหล่านี้ไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เอกชนเข้ามาทำ เพราะพอคำนวณออกมา ในประเทศที่ผลักดันให้เอกชนทำสิ่งเหล่านี้ ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการที่คุณต้องซื้อประกันมันสูงขึ้นทุกปี แล้วในตอนท้ายสุดก็คือ คุณก็จะพบว่าบริษัทประกันก็จะรวยขึ้น กลุ่มทุนโรงพยาบาลก็จะรวยมากขึ้น แล้วก็เจ้าของบริษัทที่คุณเป็นลูกจ้างก็จะรวยมากขึ้น และภายใต้โมเดลนี้ คนที่จนลงคือคุณ เพราะคุณต้องทำงานหนัก แล้วก็ซื้อแพงมากขึ้น เพื่อให้มีชีวิตที่ดี

Share this :
« LANDFILL HARMONIC
The Third Eye : บทเรียนในนามนโยบายการพัฒนาฯ »