The Third Eye : บทเรียนในนามนโยบายการพัฒนาฯ Posted in: Articles – Tags: , ,

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 หรือ พ.ร.บ. EEC ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ประชาชนมีมากเท่าไหร่ที่รู้จักนโยบาย EEC อย่างลึกซึ้ง?

นโยบาย EEC หรือ ‘เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก’ หมายถึง โครงการยกระดับการลงทุนเชิงเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในสามจังหวัดทางภาคตะวันออกของไทย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา แม้จะดูเป็นเรื่องที่เกิดไกลเมืองกรุงแต่หากพิจารณานโยบายอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านโยบายที่ประกอบด้วยโครงการการลงทุนมากมายหลายร้อยโครงการนี้มีทั้งโครงการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ฯลฯ

นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุน EEC ก็ไม่ได้จำกัดแค่นักลงทุนไทย นักลงทุนต่างประเทศก็สามารถเข้ามาลงทุนได้อย่างง่ายดายเพื่อให้ทั้งสามจังหวัดนี้เป็นเขตอุตสาหกรรมแนวใหม่ตามความต้องการของรัฐ ในสายตาของคนเมืองการลงทุนที่ง่ายดายเหล่านี้น่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและจีดีพีโดยรวมมิใช่หรือ

แต่ก่อนที่จะมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่จังหวัดชลบุรีก็มีนโยบายคล้ายๆ EEC นั่นก็คือโครงการ Eastern Seaboard หรือชื่อเต็มๆ ของนโยบายนี่คือ ‘โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก’ หรือ Eastern Seaboard Development Program (ESB)

และเจ้าโครงการ Eastern Seaboard ได้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้านและชาวประมงในชลบุรีเป็นอย่างมาก The Third Eye คือหนังสารคดีฝีมือกำกับของดร.อุณาโลม เป็นสารคดีไทยที่เล่าถึงชีวิต ลุงบรรจบ ชาวประมงตาบอดที่อาศัยอยู่ ณ บ้านบางละมุง ในจังหวัดชลบุรีมาช้านาน ลุงเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ Eastern Seaboard มาเป็นเวลาหลายสิบปี

 

หนังสารคดีเรื่อง The Third Eye ต่างจากภาพสื่ออื่นๆ ที่นำเสนอปัญหาชุมชนฯ อย่างไร

 

เวลาสื่อนำเสนอภาพปัญหาของชุมชน คนต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่  มักจะมีการนำเสนออยู่สองแบบ หนึ่ง-ชุมชนดื้อ อะไรๆ ก็ค้าน สอง- จีดีพีกำลังโตไปได้สวย นโยบายรัฐกำลังสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ

แต่สิ่งที่ละเลยไม่ค่อยได้เห็นในสื่อ คือชีวิตจริงๆ (ของชาวบ้าน) แบบเช้าจรดเย็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น จิตใจเขาที่มีต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอย่างไร

 

ในฐานะที่เป็นอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนรวมถึงเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เราถาม ดร.อุณาโลม ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลในให้สร้างหนังเรื่องนี้

“เวลาสื่อนำเสนอภาพปัญหาของชุมชน คนต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่  มักจะมีการนำเสนออยู่สองแบบ หนึ่ง-ชุมชนดื้อ อะไรๆ ก็ค้าน สอง- จีดีพีกำลังโตไปได้สวย นโยบายรัฐกำลังสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ

แต่สิ่งที่ละเลยไม่ค่อยได้เห็นในสื่อ คือชีวิตจริงๆ (ของชาวบ้าน) แบบเช้าจรดเย็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น จิตใจเขาที่มีต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอย่างไร เราไม่เคยเห็นเรื่องนี้บนหน้าสื่อเลย เราจึงเล่าเรื่องลุงบรรจบที่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ และเล่าเรื่องคู่ขนานระหว่างปัจเจก(คือลุงบรรจบ)กับชุมชน ว่าชุมชนได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐในระดับมหภาคตั้งแต่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่สมัยพลเอกเปรมฯ มี Eastern Seabord องค์การท่าเรือ ชุมชนนี้ได้รับผลกระทบมาตลอด

แต่สื่อมวลชนก็จะนำเสนอว่าเขาเดือดร้อนแล้วมันก็จบแค่นั้น รากลึกๆ มันจึงไม่เคยถูกสาวไปถึงว่าท่ามกลางความเดือดร้อนจริงๆ มันมีลักษณะ ‘ชายขอบซ้อนชายขอบ’ คือชุมชนนี้คนน่ะเห็นว่ามีปัญหาแต่ไม่รับกันหรอกว่าเขารู้สึกอย่างไร นี่คือเรื่องที่หนึ่ง ส่วนเรื่องที่สอง-ลุงบรรจบคือชายขอบที่ซ้อนทับมาอีก เพราะว่านอกจากจะได้รับผลกระทบแล้วยังเป็นคนพิการที่แม้แต่ชุมชนก็ยังเพิกเฉย”

 

Eastern Seaboard ตัวเจ้าปัญหา?

แม้เหตุการณ์ตามเรื่อง The Third Eye จะเกิดขึ้นเมื่อ 2554 แต่ชาวบ้านบางละมุงและชุมชนอื่นๆ ในแถบจังหวัดชลบุรีประสบปัญหา Eastern Seaboard มานานก่อนหน้าปี 54 เสียอีก ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้อธิบายปัญหานี้โดยแยกออกเป็น 3 ช่วง

 

ช่วงที่ 1

พื้นที่ชายฝั่งทะเล จังหวัดชลบุรี ธันวาคม ปี2529

 

แม้โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 1 คือจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2530 แต่ความจริงแล้วชาวบ้านได้รับผลกระทบตั้งแต่ปี 2521 คือก่อนแผนพัฒนา Eastern Seaboard เพราะมีการออกราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน 6,000 กว่าไร่ ซึ่งชาวบ้านหลายคนที่อาศัยอยู่ในแถบพื้นที่แหลมฉบับและบางละมุงนั้นก็ได้รับเกิดผลกระทบไปตามๆ กัน ครั้นจะรอเงินที่เวนคืนก็ได้จำนวนไม่มากและต้องรอไปถึง 9 ปี คือได้รับในปี 2530 ซึ่งที่ดินพันกว่าไร่ที่ถูกเวนคืนนี้บางส่วนก็นำไปทำตึก และส่วนมากนำถมทะเลไปราวๆ 4,000 กว่าไร่ ให้เป็นแผ่นดินในปี 2530 – 2534 หากคิดกันให้ดีแล้วพื้นที่ทะเลที่ถูกถมให้กลายเป็นแผ่นดินทั้ง 4,000 กว่าไร่เท่ากับพื้นที่ทำประมงของชาวบ้านหายไปถึง 4,000 กว่าไร่เช่นกัน

ช่วงที่ 2

พื้นที่ชายฝั่งทะเล จังหวัดชลบุรี ธันวาคม ปี2539

 

หลังจากนั้นในปี 2539 มีการออกพระราชกฤษฎีกาใช้สิทธิประโยชน์ทางทะเลโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย คือการท่าเรือแห่งประเทศไทยเอาพื้นที่ทางทะเล 33,000 กว่าไร่ นำไปใช้ประโยชน์ตามพ.ร.ก.ที่เพิ่งออกมา ซึ่งในปีนั้นการท่าเรือฯ ก็ได้ถมทะเลไปเป็นผืนดินอีกประมาณ 4,000 กว่าไร่ ซึ่งเหตุการณ์นี้นับว่าเป็นการสร้างเฟส 2 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย

นับดูดีๆ จากการถมทะเลตั้งแต่เฟสที่ 1 ในปี  2530 – 2534 จนถึงการถมทะเลเฟส 2 นี้ ทะเลที่เป็นที่ทำกินของชาวประมงหายไปโดยรวมประมาณ 8,000 กว่าไร่


ช่วงที่
3

พื้นที่ชายฝั่งทะเล จังหวัดชลบุรี ธันวาคม ปี2545

 

ในปี 2554 (ซึ่งเป็นปีตามท้องเรื่อง The Third Eye เช่นกัน)  ทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยคือจะสร้างเฟด 3 จึงถมทะเลเพิ่มไปอีก 4,124 ไร่ นับโดยรวมแล้วจากเฟด 1 ถึง เฟด 3 ในปี 2554 พื้นที่ทางทะเลหายไปทั้งหมด 12,000 กว่าไร่โดยประมาณ การไม่มีพื้นที่ทำประกอบอาชีพเป็นเพียงแค่หนึ่งในปัญหาที่ชาวบ้านแถบพื้นที่นั้นต้องประสบ แท้จริงแล้วเมื่อมีการถมพื้นที่ทางทะเลทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามากมายเช่น การเกิดประปาเลน ที่ทำให้ทะเลเป็นโคลนตมต่างๆ ไม่สามารถหาปลาได้ หรือในฉากหนึ่งของ The Third Eye ที่บรรดาในทะเลมีสิ่งปฏิกูลและของเสียรั่วไหลลงทะเลทำให้ทะเลสกปรกเป็นมลพิษต่อผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

 

จาก Eastern Seaboard สู่ EEC

 

และในปี 2559 รัฐบาลคสช.คิดจะรื้อโครงการพัฒนาการท่าเรือเฟสที่ 3 ขึ้นมาเพื่อให้เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าเชื่อมยุทธศาสตร์อาเซียน แต่โครงการนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รัฐบาลคสช.จึงกลับมาตั้งนโยบาย EEC หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกแทน ดร.สมนึกชวนให้เราสังเกตว่าจังหวัดที่อยู่ในนโยบาย EEC ทั้งชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราต่างก็เป็นจังหวัดที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น อย่างจังหวัดชลบุรีและระยองสองจังหวัดนี้ต่างก็เป็นจังหวัดที่ทำรายได้สูงมากในประเทศ แต่นโยบาย EEC ก็เป็นนโยบายที่รวมโครงการอุตสาหกรรมหลายร้อยโครงการไปตั้งในที่ที่พัฒนาแล้วอย่างสามจังหวัดนี้

ถ้าหากลองมองภาพรวมในจังหวัดระยองแม้จังหวัดระยองจะเป็นจังหวัดทำรายได้ได้มากก็จริงแต่กลับมีสถิติประชาชนในพื้นที่ต่างป่วยเป็นโรคมะเร็งมากที่สุดในประเทศโดยเฉพาะมาบตาพุดที่เป็นหนึ่งในเขตอุตสาหกรรมและหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC

และถ้าเรานับเฉพาะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการท่าเรือน้ำลึกตามนโยบาย EEC ฉบับเร่งด่วน(โครงการแหลมฉบังเขต 3) ก็จะมีชาวบ้านที่อาศัยบริเวณท่าเรือบริเวณแสมสาร ท่าเรือจุกเสม็ดที่บริเวณสัตหีบ และโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ซึ่งที่มาบตาพุดได้ถมท่าเรือไป 2 เฟสแล้ว

 

(ดร.สมนึกได้แนะนำสารคดีอีกเรื่องที่บอกเล่าผลกระทบที่แหลมฉบับคือเรื่อง แหลมฉบัง…คลื่นทุกข์โถมซ้ำซาก )

 

สิทธิของชาวบ้าน?

 

“ในสมัยที่เรามีรัฐธรรมนูญ 50 เราก็สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 66/67 คนที่มาช่วยหยุดตรงนี้มีทั้งกรรมาธิ-การของสว. สส. มีเรื่องของกรรมการสิทธิ  พอมาถูกฉีกรัฐธรรมนูญใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วก็มาใช้รัฐธรรมนูญ 60 กระบวนการต่อสู้ของเราเรียกว่าพลังหายไปเกือบหมด เพราะเขามีคำสั่งจากม.44 คำสั่งคสช. และรัฐธรรมนูญตอนนี้ก็มีคำสั่งต่อเนื่องไป”

ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

 

เดิมทีในรัฐธรรมฉบับปี 2550 ส่วนที่ว่าด้วยสิทธิชุมชนนั้นอนุญาตให้คนในชุมชนมีสิทธิที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลและยั่งยืน และมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองหากมีการดำเนินโครงการที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกมาในปี 2560 มาตราสิทธิชุมชนดังกล่าวก็หายไปเช่นกัน

แม้เราจะรู้ว่าทั้งนโยบาย Eastern Seaboard และโครงการทั้งหลายของ EEC ได้สร้างผลกระทบเพียงใดต่อคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม  แต่คำถามต่อมาคือแล้วชาวบ้านที่เป็นผู้อยู่อาศัยในแถบพื้นที่นั้นเล่าจะทำอย่างไร

ฉากสำคัญฉากหนึ่งใน The Third Eye คือฉากที่ชาวบ้านบางละมุงออกมาประท้วงรัฐบาลดร.สมนึกก็อยู่ในฉากนั้นเช่นกัน เขาเล่าให้ฟังว่า เขาและชาวบ้านเดินขบวนกันบ่อยมากตั้งแต่ปี 2550 จนถึงตอนนี้ (ปี 2561) ก็ยังไม่หยุด ทว่าการต่อสู้ในยุครัฐบาลคสช.ชาวบ้านจำต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม

 

แผนที่ที่ชาวบ้านร่วมกันออกแบบ

 

ดร.สมนึกกล่าวว่าในเมื่อชาวบ้านไม่อาจต้านได้ไหว สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนในชุมชนร่วมกันกำหนดเขตประมง ออกเรือและใช้ GPH เก็บข้อมูลกำหนดจุดต่างๆ เพื่อสร้างแผนผังเองว่าท่าเรือแบบไหนที่คนในชุมชนอยากได้ ตรงไหนที่ควรเก็บเป็นที่ทำกิน ตรงไหนที่สามารถสร้างตึกสร้างอาคารได้ ตรงไหนสร้างไม่ได้

 

แต่แม้กระนั้นล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 หรือ พ.ร.บ. EEC ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนจะจบเสวนาดร.สมนึกถามทิ้งท้ายว่าแล้วชาวบ้านมีทางออกทางอื่นอีกหรือไม่

 


รับฟังเสวนาย้อนหลังว่าด้วย “ชะตากรรมสังคมไทยในปฏิบัติการ EEC” โดยดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ภาคตะวันออก, ดร.อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล ผู้กำกับ และ ฐิติพันธ์ุ บำรุงวงศ์ ผู้กำกับร่วมของ The Third Eye เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคมนี้ 2561 ณ Doc Club Theater ได้ที่
https://www.facebook.com/docclubtheater/videos/1805938662760783/

Share this :
« Doc+Talk “กลัวตกงาน รัฐสวัสดิการช่วยได้?” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
รู้จัก Essay Film (ตอนที่ 1) : โดย รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค »