4 หนังสารคดี กับ 20 ปีแห่งการจากไปของ “ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์” 31/08/2017 – Posted in: Articles

2 ทศวรรษหลังการจากไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1997 …ความลับ เรื่องส่วนตัว เรื่องอื้อฉาว และความเจ็บปวดอีกมากมายในชีวิตของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ยังคงเป็นปริศนาที่ผู้คนทั่วโลกสงสัยใคร่รู้ และส่วนหนึ่งในนั้นถูกย้อนกลับไปสำรวจอีกครั้งใน 4 หนังสารคดีอังกฤษที่สร้างขึ้นมาใหม่ในวาระครบรอบ 20 ปีของการสิ้นพระชนม์โดยเฉพาะ

 

Diana, Our Mother: Her Life and Legacy (ITV / HBO)

 

สารคดีร่วมสร้างของ ITV และ HBO ซึ่งมีความเอ็กซ์คลูซีฟตรงที่ได้เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีมาบอกเล่าถึง “แม่” ออกสื่ออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยแน่นอนว่าเรื่องราวจากความทรงจำของทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยช่วงเวลาคะนึงหาที่น่าเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำถึงการคุยโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายกับไดอานา ซึ่งทั้งคู่ (เจ้าชายวิลเลียมวัย 15, เจ้าชายแฮร์รีวัย 12 ปี) เร่งรีบวางสายเพื่อจะกลับไปเล่น โดยหารู้ไม่ว่าอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แม่ของพวกเขาจะลาจากโลกใบนี้ไปตลอดกาล

“การคุยโทรศัพท์กันครั้งนั้นยังติดแน่นอยู่ในใจผม ไม่มีวันหายไปไหน” เจ้าชายวิลเลียมให้สัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้ “แม้จะจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมจำได้ไม่มีวันลืมถึงความเสียใจของตัวผมเอง และผมอดคิดซ้ำๆ ไม่ได้เลยตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า บทสนทนาของเราจะแตกต่างไปยังไงบ้าง ถ้าผมได้รู้ก่อนสักนิดว่าแม่จะถูกพรากชีวิตไปในคืนนั้น”

นอกจากนั้น เจ้าชายทั้งสองยังรำลึกถึงความรู้สึกของตัวเองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหองระแหงของแม่กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ผู้เป็นพ่อ, อารมณ์ขันและความใจดีของแม่ ไปจนถึงความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อบรรดาปาปารัซซีด้วย โดยเจ้าชายวิลเลียมกล่าวว่า “ถ้าคุณเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์และเป็นแม่ ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องถูกต้องหรอกนะหากถูกผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์ 30 คนปรี่เข้ามาขวางทาง พูดจาถ่มถุยต่างๆ นานาเพื่อหวังให้คุณแสดงอาการอะไรออกมา และหวังให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องร้องไห้ในที่สาธารณะแค่เพื่อจะได้ถ่ายรูปเธอไว้ …นั่นแหละสิ่งที่ผมกับแฮร์รีต้องเจอมาตลอดชีวิต”

 

 

Diana: In Her Own Words (National Geographic)

 

สองเรื่องถัดมาเป็นสารคดีชื่อเดียวกัน ที่อิงจากเสียงบันทึกของเจ้าหญิงไดอานาโดยตรง เพื่อ “เปิดเผยช่วงเวลาเปราะบาง” ของเธอให้โลกได้รับรู้

Diana: In Her Own Words เรื่องแรกเป็นของค่าย National Geographic ซึ่งนำเสียงในเทปสัมภาษณ์ระหว่างไดอานากับ แอนดรูว์ มอร์ตัน (นักข่าวผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเธอชื่อ Diana, Her True Story) มาเป็นเสียงบรรยายตลอดเรื่อง ประกบไปกับฟุตเตจและภาพนิ่งเก่า สลับด้วยเสียงสัมภาษณ์ลับที่ไดอานาเล่าเรื่องส่วนตัวต่างๆ ให้หมอประจำตัวฟัง (ซึ่งก็เป็นเพื่อนมอร์ตันด้วย)

มอร์ตันเขียนไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ลง Mail Online ถึงเทปเหล่านี้ว่า “พอมองย้อนกลับไป ความกล้าของไดอานาถือว่าน่าตื่นตะลึงมาก อาจจะมีคนคิดได้เหมือนกันว่าเธอยอมออกมาพูดเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับชาร์ลส์อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ ก็เพื่อจะได้เป็นการแก้ตัวไม่ให้ใครโจมตีเธอได้ว่าเป็นสาเหตุของการหย่าร้าง แต่ผมคิดว่ามันเป็นเพราะความกล้าและความจริงใจของเธอนี่แหละ ที่ทำให้โลกมองเธอด้วยสายตาใหม่ และก็กลายเป็นทิศทางการใช้ชีวิตที่สำคัญของเธอหลังเลิกรากับชาร์ลส์”

 

 

Diana In Her Own Words (Channel 4)

 

การนำเสียงสัมภาษณ์ส่วนตัวมาใช้ อาจจะมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ในแง่ที่มันช่วยให้คนดูได้รับฟัง “เสียงตัวจริง” เสมือนว่าได้รับรู้เรื่องจริงที่เจ้าตัวเป็นคนเล่าเอง แต่แน่นอนว่าพร้อมกันนั้น มันก็เป็นวิธีการที่ถูกตั้งคำถามได้ในแง่จริยธรรมของการทำหนัง เพราะเจ้าตัวเล่าเรื่องเหล่านั้นใน “สถานที่ลับ” ด้วยความเชื่อใจไว้ใจผู้บันทึกเสียง และอาจไม่เคยยินยอมพร้อมใจให้ใครนำมันออกมาเปิดเผย โดยเฉพาะเมื่อเขาหรือเธอเสียชีวิตไปแล้วจนหมดสิทธิคัดค้าน

ประเด็นถกเถียงที่ว่านั่น เกิดขึ้นกับหนังอย่าง Diana In Her Own Words อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ Diana In Her Own Words เรื่องที่สอง ซึ่งคราวนี้เป็นผลงานของสถานีโทรทัศน์ Channel 4 ที่นำเทปวิดีโอการสัมภาษณ์ระหว่างเจ้าหญิงไดอานากับโค้ชเสียง (voice coach) ของเธอในช่วงปี 1992 – 93 มาใช้ อันเป็นช่วงที่เธอเพิ่งแยกทางกับเจ้าชายชาร์ลส์และเล่าอย่างเปิดเผยถึงประสบการณ์ขมขื่นตั้งแต่วันแต่งงาน ชีวิตเซ็กซ์ ความสัมพันธ์ฉาวของชาร์ลส์กับคามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์ (“ถ้าฉันเขียนบทให้ชีวิตตัวเองได้ ฉันจะเขียนให้สามีฉันหนีไปกับผู้หญิงคนนั้น แล้วไม่ต้องกลับมาให้เห็นอีก” ไดอานากล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนัง)

เทปสัมภาษณ์ชุดนี้เกิดขึ้นไม่นานนักหลังจากไดอานาให้สัมภาษณ์กับแอนดรูว์ มอร์ตัน ตัวเทปทั้งหมดมี 20 ชิ้น รวมความยาว 21 ชั่วโมง และแม้จะถูกเลือกมาปรากฏในหนังแค่บางส่วน แต่นสพ.ดิ อินดิเพนเดนท์ก็เขียนว่า “เนื้อหาในเทปที่โปรดิวเซอร์ทีวีคนหนึ่งกล่าวว่าเปรียบเหมือน ‘ระเบิด’ เหล่านี้ มีความอ่อนไหวมากๆ มันจึงได้ไม่เคยถูกเผยแพร่ทางทีวีในอังกฤษมาก่อน” (อันที่จริง บางส่วนสั้นๆ ของเทปเคยออกช่อง NBC เมื่อปี 2004 แต่โดนสาธารณชนรุมประณาม จน BBC ซึ่งเคยคิดจะนำมันมาทำเป็นหนังเช่นกัน ต้องตัดสินใจล้มเลิกแผนไป)

นสพ.เดอะ เทเลกราฟวิจารณ์ว่า ไม่ว่าสารคดีเรื่องนี้จะนำเสนออกมาแบบไหน ก็ต้องสร้างความขัดเคืองใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับไดอานา โดยเฉพาะเจ้าชายชาร์ลส์และลูกๆ ทั้งสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทาง Channel 4 แถลงการณ์ในเว็บไซต์ว่า “หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพอันมีมิติหลากหลายของหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในโลก ให้เราทุกคนได้เห็นด้านที่เป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ที่สุดของเธอต่างหาก”

 

Link : Diana In Her Own Words

 

Diana: The People’s Princess (สถานี Sky)

 

เรื่องสุดท้ายนี้แตกต่างจาก 3 เรื่องข้างบนตรงที่เทน้ำหนักไปยังเรื่องราวของไดอานาในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายก่อนประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์, เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ก่อนถึงพิธีศพ และตำนานที่ยืนยาวสืบต่อมาจากงานด้านการกุศลของเธอ โดยสัมภาษณ์คนใกล้ชิดอย่าง พอล เบอร์เรลล์ อดีตคนรับใช้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาที่เธอมักระบายความรู้สึกต่างๆ ให้รับรู้, อินกริด ซีวอร์ด นักเขียนหนังสือชีวประวัติ และแคโรล มาโลน นักข่าวซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของเธอ

จุดเด่นของหนังคือการประมวลความรู้สึกเจ็บปวดสูญเสียที่ผู้คนมากมายมีต่อการสิ้นพระชนม์ (ฉากสะเทือนใจคือฉากสัมภาษณ์ ชาร์ลส์ ริตชี นายทหารอังกฤษประจำสถานทูตฝรั่งเศสเวลานั้นซึ่งต้องรับผิดชอบการนำร่างไร้ลมหายในของไดอานากลับอังกฤษ ตามหลักปฏิบัติแล้วเขาจะต้องสั่งให้ห่มคลุมโลงด้วยธง Union Flag แต่เขาตัดสินใจว่าเธอคู่ควรกับธง Royal Standard -ซึ่งตามกฎจะต้องใช้กับพระราชวงศ์เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สถานะในขณะนั้นของไดอานาแล้ว- และสั่งการให้ใช้ธงดังกล่าวโดยยืนยันว่าเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบรับโทษจากการตัดสินใจนี้เอง อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของคนอังกฤษต่อภาพที่ได้เห็นก็ช่วยเขาไว้ได้และทำให้รัฐบาลอังกฤษแสดงความขอบคุณเขาที่ตัดสินใจคลุมธงดังกล่าวให้แก่เธอ) ไปจนถึงภาพความเศร้าโศกของประชาชนที่มีต่อการจากไป อันล้วนยืนยันได้อย่างดีถึงความเป็น “เจ้าหญิงของประชาชน” ของไดอานาดังชื่อเรื่อง

 

« Teenage Wasteland: ความจริงในความจำ
REACH FOR THE SKY »